บทที่ 372: ตื้นเขินจนน่าขัน
เสียงแตรรถยนต์ดังขึ้นแผ่วเบาหน้าบ้านพักข้าราชการ เรียกสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาให้หันไปมองเป็นตาเดียวกัน รถแท็กซี่สีเหลืองสดใสจอดเทียบอยู่ริมทาง ซึ่งถือเป็นภาพที่ไม่คุ้นตานักสำหรับย่านที่พักอาศัยแห่งนี้ ชายวัยกลางคนในชุดสุภาพก้าวลงจากรถ ตรงมายังประตูบ้านของเจียงหลีแล้วเคาะเบาๆ
เจียงหลีที่กำลังเตรียมของให้ลูกๆ อยู่พอดีจึงเดินออกมาเปิดประตู เมื่อเห็นชายแปลกหน้าเธอก็เลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงถาม
“ผมเกิ่งหลินครับ เป็นคนขับรถแท็กซี่ พอดีเมื่อเช้าตรู่มีสหายท่านหนึ่งชื่อลั่วเยี่ยนชิงโทรไปที่บริษัทของเรา...” ชายคนนั้นแนะนำตัวอย่างนอบน้อม
เพียงได้ยินชื่อสามี เจียงหลีก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในใจ ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นผ่านเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไม่คิดว่าเขาจะรอบคอบเตรียมการทุกอย่างไว้ให้เธอเรียบร้อยขนาดนี้ ทั้งที่เธอไม่ได้เอ่ยปากขอด้วยซ้ำ
เขาจัดการจองรถแท็กซี่ไว้ให้ถึงสองคัน แถมยังเป็นการเหมาจ่ายตลอดทั้งวัน เพื่อให้เธอและลูกๆ เดินทางไปบ้านย่าอวี๋ได้อย่างสะดวกสบายที่สุด
สายตาอยากรู้อยากเห็นจากเพื่อนบ้านหลายคู่เริ่มจับจ้องมาที่หน้าบ้านของเธอ แต่เจียงหลีก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ เธอยิ้มขอบคุณสหายเกิ่ง ก่อนจะหันกลับเข้าไปในบ้านเพื่อจัดการกับสัมภาระและลูกๆ ทั้งสาม
ด้วยความช่วยเหลือของคนขับรถ ของขวัญมากมายที่เตรียมไว้ก็ถูกลำเลียงเข้าไปเก็บในกระโปรงหลังรถจนหมดสิ้น จากนั้นเจียงหลีก็เริ่มอุ้มเจ้าก้อนแป้งทีละคนขึ้นไปนั่งบนเบาะหลัง เริ่มจากรุ่ยรุ่ยคนโต ตามด้วยหานหานและเวยเวยฝาแฝด เธอจัดแจงให้ลูกๆ นั่งชิดกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่ตัวเองจะก้าวขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย
เมื่อเข้ามานั่งเรียบร้อยแล้ว เธอก็บอกจุดหมายปลายทางให้คนขับทราบ จากนั้นก็ขยับเจ้าตัวเล็กหมิงหานมาไว้ข้างลำตัวอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อที่เธอจะสามารถกางแขนทั้งสองข้างออกโอบล้อมลูกๆ ทั้งสามคนไว้ในอ้อมแขนได้พอดี เป็นการป้องกันไว้ก่อนเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการเบรกกะทันหัน
แม้ว่ายุคนี้ถนนหนทางจะโล่งจนแทบไม่มีรถวิ่งสวน และผู้คนก็ยังเคารพกฎจราจรกันอย่างเคร่งครัด แต่การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ครอบครัวของฟางจวี๋ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านพักละแวกเดียวกันก็กำลังจะออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมญาติเช่นกัน ทันทีที่ก้าวพ้นประตูออกมา เซวียอิ๋ง ลูกสาวคนโตก็ชี้ไปยังรถแท็กซี่ที่จอดอยู่หน้าบ้านเจียงหลีด้วยความตื่นเต้น
“แม่คะ ดูนั่นสิ คุณน้าเจียงจะไปไหนเหรอ ทำไมถึงต้องเรียกรถแท็กซี่มารับด้วยล่ะคะ”
ฟางจวี๋ที่กำลังจูงมือลูกสาวคนเล็กอยู่เหลือบมองตาม ก่อนจะตอบลูกสาวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยการอบรม “คิดสิลูก รุ่ยรุ่ยกับน้องๆ ยังเล็กกันอยู่เลยนะ คุณน้าเจียงจะไปเยี่ยมญาติ แล้วลูกคิดว่าคนคนเดียวจะหอบทั้งของ ทั้งลูกเล็กๆ อีกสามคนขึ้นรถโดยสารประจำทางไหวได้ยังไงกัน”
เธอหันไปกำชับลูกชายคนโต “เซวียชง ล็อกประตูเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“เรียบร้อยครับแม่”
“ดีมาก งั้นก็ไปกันได้แล้ว” ฟางจวี๋บอกลูกๆ ทั้งสี่คน ซึ่งประกอบไปด้วยเซวียชง เซวียหมิง เซวียอิ๋ง และเซวียอิน ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียงแล้วออกเดินตามหลังผู้เป็นแม่ ใบหน้าของเด็กๆ เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข เพราะจุดหมายปลายทางของพวกเขาคือบ้านของคุณตาคุณยาย
แต่ยังไม่ทันจะเดินพ้นเขตบ้านพักดีนัก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างทาง เรียกให้ครอบครัวของฟางจวี๋ต้องหยุดชะงัก
“ฟางจวี๋ เห็นรึเปล่านั่น สหายเจียงพาลูกๆ ออกไปเที่ยวน่ะ อู้ฟู่ขนาดต้องเรียกรถแท็กซี่มารับเลยนะ” ลู่ผิง ภรรยาของนักวิจัยจางที่ยืนอยู่หน้าบ้านตัวเองเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความนัยบางอย่าง
ฟางจวี๋หันไปยิ้มให้ “อ้าว คุณครูลู่ก็พูดเองนี่คะ ว่าสหายเจียงเขาไปกับลูกๆ ตั้งสามคน ถ้าไม่ให้เขานั่งรถแท็กซี่ไป แล้วจะให้เขาไปได้ยังไงกันคะ หรือคุณครูลู่คิดว่าการพากเด็กเล็กๆ สามคนไปเบียดเสียดบนรถโดยสารประจำทางมันเป็นความคิดที่ดีกว่า”
ลู่ผิงหน้าเจื่อนลงไปเล็กน้อย
ฟางจวี๋กล่าวต่ออย่างใจเย็น “รุ่ยรุ่ยกับน้องๆ อายุแค่ไม่กี่ขวบเองนะคะ คุณครูลู่คิดว่ามันปลอดภัยจริงๆ เหรอที่จะปล่อยให้เด็กวัยนี้อยู่บนรถเมล์ที่คนแน่นๆ ไหนจะของเยี่ยมญาติที่ต้องถืออีก สหายเจียงเขามีแค่สองมือนะคะ การเรียกรถแท็กซี่จึงเป็นทางเลือกเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว จริงไหมคะ”
คำพูดของฟางจวี๋เหมือนหมัดตรงที่ชกเข้าหน้าลู่ผิงอย่างจัง เธอได้แต่หัวเราะแหะๆ แก้เก้อ “เอ่อ...จริงของเธอ การให้เด็กๆ ปลอดภัยต้องมาก่อนอยู่แล้ว”
“คุณครูลู่เข้าใจก็ดีแล้วค่ะ” ฟางจวี๋พยักหน้ารับเบาๆ เป็นเชิงตัดบทสนทนา
“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ต้องรีบพาลูกๆ ไปบ้านแม่ ไม่รู้ว่าวันนี้รถจะแน่นอีกรึเปล่า” พูดจบเธอก็ไม่รอให้ลู่ผิงได้พูดอะไรต่อ หันไปเรียกลูกๆ ให้เดินตาม ทั้งห้าชีวิตก็ค่อยๆ เดินลับหายไปจากตรงนั้น
ซูม่านซึ่งยืนรับลมอยู่หน้าประตูบ้านของตัวเองมาตั้งแต่ต้น ได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน เธอแค่นเสียงในลำคอเบาๆ พร้อมกับความคิดที่ผุดขึ้นในใจ
“คนอะไรตื้นเขินได้ขนาดนี้ ไม่กลัวคนอื่นเขาจะหัวเราะเยาะเอาบ้างรึไงนะ”
[จบบท]