บทที่ 375: คำร่ำลา
เจียงหลีอดนึกถึงเรื่องวันวานไม่ได้ เธอยังจำได้ดีว่าเคยพูดเล่นๆ กับย่าอวี๋ว่าอยากจะไปลิ้มรสอาหารที่ภัตตาคารของตระกูล ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้สมใจปรารถนาจริงๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ภัตตาคารใหญ่โตทั้งสองแห่งนั้นจะเปลี่ยนเจ้าของไปเป็นของรัฐบาล และแขวนป้ายชื่อใหม่ว่า ‘ร้านอาหารของรัฐ’ แล้วก็ตามที
"ได้เลยค่ะ หนูจะตั้งตารอชิมฝีมือคุณปู่เซียวเลย" เจียงหลีตอบรับอย่างยินดี แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ "ว่าแต่...คุณปู่จะเหนื่อยไปไหมคะถ้าต้องเข้าครัวคนเดียว"
"ไม่ต้องห่วงหรอก" ย่าอวี๋ให้ความมั่นใจพลางโบกมือ "ย่าเตรียมทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว หน้าที่ของเหล่าเซียวมีแค่จับตะหลิวผัดทุกอย่างลงกระทะ พอสุกได้ที่ก็ตักขึ้นจานแล้วยกมาเสิร์ฟเท่านั้นเอง"
รอยยิ้มของเจียงหลีสดใสขึ้น "ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหนูขอเป็นลูกมือช่วยคุณปู่ยกกับข้าวไปตั้งโต๊ะนะคะ"
"ดีเลยสิ มาๆ"
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ย่าอวี๋บอกไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ฝีมือปลายจวักของเหล่าเซียวช่างน่าทึ่งสมคำร่ำลือจริงๆ เรียกได้ว่าสามารถเอาไปประชันกับพ่อครัวใหญ่ของร้านอาหารของรัฐได้อย่างไม่น้อยหน้าเลยทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของอาหารที่ชวนให้น้ำลายสอ การจัดวางที่สวยงามราวกับงานศิลปะ หรือรสชาติที่อร่อยล้ำเลิศจนเจียงหลีต้องยกนิ้วให้ แม้รสชาติจะแตกต่างจากที่เธอทำอยู่บ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันอร่อยจนวางช้อนไม่ลง
เวลาล่วงเลยไปจนถึงบ่ายสองโมงครึ่ง เจียงหลีจึงเอ่ยปากขอตัวกลับก่อน เพราะไม่อยากรบกวนเวลาของคุณลุงคนขับรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่หน้าบ้านนานเกินไป อีกทั้งเจ้าตัวเล็กทั้งสามก็เริ่มออกอาการงอแง ตาปรือเหมือนจะหลับให้ได้ทุกเมื่อ เป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ของพวกเขาหมดลงแล้ว เธอจึงจำเป็นต้องตัดใจลุกขึ้นเพื่อกล่าวคำอำลา
"หลีเป่า" ย่าอวี๋เดินจูงมือเจียงหลีมาส่งจนถึงหน้าประตูรั้ว "เดี๋ยวกลับไปย่าจะให้คนมาติดตั้งโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะที่บ้าน พอเรียบร้อยเมื่อไหร่ย่าจะโทรไปหาเรานะ จะได้ให้เบอร์ที่บ้านไว้"
"ค่ะคุณย่า" เจียงหลียิ้มรับอย่างอบอุ่น ก่อนจะฟังผู้เป็นย่าพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง "พอมีโทรศัพท์แล้ว เราจะได้โทรคุยกันได้บ่อยๆได้เสียที"
"นั่นสิคะ ดีเลย"
"ดูแลตัวเองดีๆ นะจ๊ะ" ย่าอวี๋กำชับด้วยความเป็นห่วง "ย่าว่าเราผอมเกินไปนะ แถมยังดูไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่เลย อย่าหักโหมทำงานหนักจนเกินไปล่ะ เข้าใจไหม"
"หนูดูแลตัวเองอย่างดีเลยค่ะ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ" เจียงหลีปลอบให้ท่านคลายกังวล
"คุณย่ากับคุณปู่เซียวต่างหากที่ต้องรักษาสุขภาพให้ดีๆ นะคะ วันหลังหนูจะพาหลานๆ มาเยี่ยมอีกบ่อยๆ เลยค่ะ"
"ถ้าเรามาลำบาก เดี๋ยวปู่กับย่าไปเยี่ยมเอง" เหล่าเซียวที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นมาบ้าง เขาตบหลังมือของเจียงหลีเบาๆ แม้แววตาจะฉายแววอาลัยอาวรณ์เพียงใด แต่สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อย "ขึ้นรถเถอะ คุณคนขับเขารอแย่แล้ว"
"งั้นหนูลาก่อนนะคะ" เจียงหลีโบกมืออำลา เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว เธอก็มองภาพของผู้สูงวัยทั้งสองผ่านกระจกหน้าต่างแล้วโบกมืออีกครั้ง "คุณย่าอวี๋ลาก่อนค่ะ คุณปู่เซียวลาก่อนค่ะ"
"ลาก่อนจ้ะ เดินทางดีๆ นะ" ทั้งสองโบกมือตอบกลับจนรถลับสายตาไป
"เด็กๆ ไปกันหมดแล้ว" เหล่าเซียวมองตามรถแท็กซี่ที่ค่อยๆ หายไปจากสายตา "เข้าบ้านเถอะ อากาศข้างนอกมันเย็น"
"รู้แล้วน่า" ย่าอวี๋แสร้งทำเสียงดุกลบเกลื่อนร่องรอยของหยาดน้ำตาที่หางตา "ฉันกำลังจะเข้าเดี๋ยวนี้แหละ คุณนี่นะ เห็นฉันเป็นเด็กสามขวบไปได้ กลัวฉันจะเป็นหวัดเพราะโดนลมอยู่เรื่อย"
"ก็ร่างกายของคุณเป็นยังไง คุณน่าจะรู้ดีที่สุดนะ" เหล่าเซียวเตือนสติ "ถ้ายังอยากเจอหน้าหลีเป่าไปอีกนานๆ ก็ต้องใส่ใจสุขภาพของตัวเองให้มากกว่านี้"
"ไม่ต้องให้คุณมาสอนหรอกน่า ฉันตั้งใจว่าจะอยู่ไปอีกสัก 20-30 ปีเลยคอยดู" ย่าอวี๋ประกาศกร้าว
ทว่าในใจของเธอกลับรู้ดีว่าชีวิตของคนเรานั้นเปราะบางเพียงใด เรื่องความเป็นความตายหรือโชคร้ายเคราะห์ดีล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังภาวนาให้ตัวเองมีลมหายใจต่อไปอีกหลายปี เพราะหากไม่มีเธออยู่แล้ว...เธอก็คงวางใจไม่ได้จริงๆ
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เจียงหลีจัดการอุ้มเจ้าตัวเล็กทั้งสามที่หลับสนิทไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ไปวางบนเตียงอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้เด็กๆ ต้องนอนคุดคู้ในเสื้อกันหนาวตัวหนาจนอึดอัด เธอจึงค่อยๆ บรรจงถอดมันออกทีละชิ้น ให้พวกเขาได้นอนหลับพักผ่อนในท่าที่สบายที่สุด
วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเที่ยวของเทศกาลตรุษจีน ช่วงเวลาหลังเที่ยงไปแล้ว หลังจากที่เจียงหลีและเด็กๆ อิ่มหนำกับมื้อกลางวันเรียบร้อย ขณะที่เธอกำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดในครัวนั้นเอง หูของเธอก็พลันได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กที่ดังโหยหวนจนบาดลึกเข้าไปในใจ เสียงนั้นดังมาจากบ้านของตระกูลเหวินที่อยู่ติดกัน
[จบบท]