บทที่ 389: ผมเป็นห่วงคุณ
ในหัวของเหวินซือหย่วนเต็มไปด้วยคำดูแคลนที่มีต่อผู้หญิงตรงหน้า ไม่รู้จักเจียมตัว วิ่งเข้าหาผู้ชาย ไม่เห็นคุณค่าของตัวเองเลยสักนิด!
แน่นอนว่าเสิ่นอวิ๋นไม่มีทางล่วงรู้ความคิดในแง่ลบเหล่านั้น เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปตรงๆ “แล้วคุณพอจะรู้ไหมคะว่าเขาไปไหน”
“เรื่องนั้นผมไม่ทราบจริงๆ” เหวินซือหย่วนส่ายหน้าปฏิเสธ
“ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่รบกวนคุณแล้วค่ะ”
เมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้ว เสิ่นอวิ๋นก็ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ตรงนี้นานอีกต่อไป เธอพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปทันที โดยไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบรับใดๆ จากคู่สนทนา
แต่เธอคงไม่รู้ว่า คนที่เธอกำลังตามหาตัวให้ควักอยู่นั้น เวลานี้กำลังนั่งสบายใจอยู่ในห้องทำงานของหัวหน้าสถาบันวิจัยหรือผู้เฒ่าซ่ง และกำลังใช้โทรศัพท์ต่อสายตรงถึงภรรยาสุดที่รักของเขา
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการติดต่อใครคะ”
เสียงหวานใสดังขึ้นจากปลายสายทันทีที่เจียงหลียกหูโทรศัพท์ขึ้น เธอกำลังจะเอนกายลงนอนพักผ่อนตามประสาคนว่างงาน หลังจากจัดการมื้อเที่ยงและเก็บล้างทุกอย่างจนเข้าที่ แต่เสียงกริ๊งกร๊างของโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“ผมเอง”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังลอดผ่านสายโทรศัพท์มา ทำเอาเจียงหลีถึงกับนิ่งไปชั่วครู่…
ในที่สุดเขาก็สำนึกได้ว่าควรจะโทรมาหาเธอบ้างสินะ! ไหนลองนับนิ้วดูหน่อยซิ… นี่มันผ่านวันตรุษจีนมานานเท่าไหร่แล้วนะ… หึ! คำตอบที่ได้ทำให้เธออยากจะถอนหายใจยาวๆ เกือบสองเดือนเต็มเลยทีเดียว!
เมื่อเห็นว่าปลายสายเงียบไปนานผิดปกติ ลั่วเยี่ยนชิงจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน “เสี่ยวหลี อยู่หรือเปล่าครับ ผมลั่วเยี่ยนชิงนะ”
“หึ!” เจียงหลีแค่นเสียงออกมาอย่างอดไม่ได้ “นึกยังไงถึงโทรมาหาฉันได้ล่ะคะเนี่ย!”
ลั่วเยี่ยนชิงฟังน้ำเสียงประชดประชันนั้นก็พอจะเดาได้ในทันทีว่าภรรยากำลังงอนตุ๊บป่องเสียแล้ว เขายิ้มออกมาบางๆ พร้อมกับส่ายหัวเบาๆ ให้กับความน่าเอ็นดูนั้น “ช่วงนี้งานยุ่งมากจริงๆ ครับ เลยอาจจะละเลยไปบ้าง อย่าโกรธผมเลยนะ”
“แหม วันนี้คงจะว่างมากสินะคะ” เจียงหลียังคงลากเสียงยาวอย่างมีจริต
“ตอนนี้พอมีเวลาว่างนิดหน่อยครับ” ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “เสี่ยวหลีครับ อยู่บ้านเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม”
“สบายดีค่ะ ฉันไม่มีปัญหาอะไรเลย ส่วนเด็กๆ ก็แข็งแรงร่าเริงกันดี กินเก่งกันทุกคน คุณตั้งใจทำงานไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
ถึงจะอยากแง่งอนต่ออีกสักหน่อย แต่เจียงหลีก็เลือกที่จะไม่ทำตัวไร้เหตุผล เธอรู้ดีว่างานของเขายุ่งมากจริงๆ และโดยนิสัยแล้วเขาก็ไม่ใช่คนช่างเจรจา การที่เขาอุตส่าห์เจียดเวลาโทรมาหานั่นก็แปลว่าเธอมีความสำคัญกับเขามากแค่ไหน เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว จะหาเรื่องทะเลาะให้เสียบรรยากาศไปทำไมกัน
“คุณไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ”
แต่ประโยคเรียบๆ ของเขานี่แหละที่ทำให้เจียงหลีต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน “ฟังดูเหมือนคุณมีอะไรจะพูดอีกนะคะ บอกมาตรงๆ เลยดีกว่า จู่ๆ ทำไมถึงโทรกลับมาที่บ้าน”
ยังไม่ทันที่ลั่วเยี่ยนชิงจะได้ตอบอะไร เจียงหลีก็เหมือนจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้เอง “อย่าบอกนะคะว่าเกี่ยวกับพี่สาวเสิ่นคนนั้น เธอไปพูดอะไรให้คุณฟังเหรอ”
“พี่สาวเสิ่น” ลั่วเยี่ยนชิงทวนคำอย่างไม่เข้าใจ
“ก็สหายเสิ่นอวิ๋นไงคะ คนที่พยายามจะตีสนิทกับคุณนั่นแหละ เมื่อวานเธอน่าจะลาป่วย แต่ไม่รู้ทำอีท่าไหน ถึงโผล่มาคุยเล่นกับฉันที่บ้านได้”
“เธอคุยอะไรกับคุณบ้าง” ลั่วเยี่ยนชิงถามกลับทันควัน คิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากัน เขาไม่ชอบใจเลยที่จะมีคนนอกเข้ามาวุ่นวายกับภรรยาของเขา
“ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ เธอบอกว่าคุณเป็นศิษย์พี่ของเธอ แล้วก็เรียกฉันว่าพี่สะใภ้ใหญ่เลย ถามนั่นถามนี่ไปเรื่อยเปื่อย แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันรับมือได้อยู่แล้ว ไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลยสักนิดเดียว” เจียงหลีเล่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ ก่อนจะดักคอสามีไว้ก่อน
“ถึงเรื่องเมื่อวานจะไม่ได้จบสวยเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ถึงกับมองหน้ากันไม่ติดนะคะ คุณอย่าเพิ่งเข้าใจฉันผิดไป เพียงเพราะได้ฟังความจากเธอแค่ข้างเดียวนะ!”
“ไม่มีทาง” ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับอย่างหนักแน่น “ตอนเที่ยงเธอเจอผมที่โรงอาหาร แล้วก็เล่าว่าเมื่อวานแวะไปคุยเล่นกับคุณ ผมเป็นห่วงคุณ…ก็เลยรีบโทรมาหา”
คำสารภาพตรงๆ นั้นทำให้หัวใจของเจียงหลีพองโตขึ้นมาทันที “ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ”
“เสี่ยวหลีครับ…”
“คะ”
ลั่วเยี่ยนชิงเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม “สำหรับพี่สาวเสิ่นที่คุณพูดถึง ผมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเธอเลยสักนิด ที่สถาบันผมก็ไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าไปคุยกับเธอก่อน”
เจียงหลีหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “คนโง่เอ๊ย! คุณเป็นคนยังไงทำไมฉันจะไม่รู้ ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเลย ฉันเชื่อใจคุณเสมอ ได้ยินไหมคะ คุณลั่วเยี่ยนชิง!”
“ครับ”
[จบบท]