บทที่ 395: ขอฉันมองคุณ
ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างลั่วเยี่ยนชิงกับเจียงหลีกำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในโรงอาหารตอนนี้เลยก็ว่าได้ แต่ทุกคนก็ฉลาดพอที่จะลดระดับเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ เพราะคงไม่มีใครอยากให้บทสนทนาของตัวเองลอยไปเข้าหูสองสามีภรรยาคู่นั้น เดี๋ยวจะเกิดบรรยากาศกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันไปเสียเปล่าๆ
ที่น่าสนใจคือมีคนจำนวนไม่น้อยที่จัดการอาหารในกล่องข้าวของตัวเองจนเกลี้ยงแล้ว แต่กลับยังไม่ยอมลุกไปไหน พวกเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ทำทีเป็นว่ายังเพลิดเพลินกับมื้ออาหาร เพื่อที่จะได้มีโอกาสชำเลืองมองศาสตราจารย์ลั่วในมุมมองใหม่ที่พวกเขาเพิ่งเคยได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในวันนี้
ใครกันที่เคยบอกว่าศาสตราจารย์ลั่วเป็นคนเคร่งขรึมไม่เคยยิ้มแย้ม นั่นมันเรื่องโกหกชัดๆ
แล้วที่ว่าเขาสนใจอยู่แค่เรื่องงาน เรื่องอื่นไม่เคยอยู่ในสายตาเลยน่ะหรือ นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี
ก็ดูเอาเถอะว่าตอนนี้ศาสตราจารย์ลั่วกำลังทำอะไรอยู่ เขาไม่ได้แค่ส่งยิ้มหวานให้ภรรยาตัวเองเท่านั้น แต่ยังลงมือป้อนข้าวให้เธออย่างเอาอกเอาใจอีกด้วย
เสิ่นอวิ๋นที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่กับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่ง ถึงกับหน้าเสียไปเลยทีเดียว
นี่ใช่ลั่วเยี่ยนชิงคนเดียวกับที่เธอเคยรู้จักจริงๆ หรือ ผู้ชายที่หล่อเหลาราวกับเทพเจ้าปั้นแต่ง ผู้มีดวงตาลึกล้ำที่มักจะฉายแววเย็นชาและห่างเหินอยู่เสมอ แต่บัดนี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความสุขอย่างปิดไม่มิด
หรือว่าผู้หญิงที่ชื่อเจียงหลีจะมีความสำคัญกับเขามากถึงขนาดนั้น และในสายตาของเขา มันไม่มีที่ว่างสำหรับเงาของเธอหลงเหลืออยู่เลยสักนิดเลยหรือ
"ฉันกินอิ่มแล้วค่ะ คุณกินต่อเถอะ" เจียงหลีบอกเขา
"กินอีกสักสองคำนะ" ลั่วเยี่ยนชิงยังคงคะยั้นคะยอ
"ไม่เอาแล้วค่ะ ฉันอิ่มจริงๆ คุณรีบกินเถอะ ไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก" ว่าพลางเธอก็เบือนหน้าหนี ไม่ยอมให้ช้อนที่เขายื่นมาจ่ออยู่ที่ปาก
"ก็ได้ งั้นผมกินเอง" เขายอมแพ้ในที่สุด
ใครๆ ในสถาบันวิจัยต่างก็รู้กันดีว่าลั่วเยี่ยนชิงเป็นคนเจ้าระเบียบและรักความสะอาดมากเป็นพิเศษ
แต่ภาพที่ทุกคนเห็นอยู่ตอนนี้คือ ชายผู้รักความสะอาดคนนั้นกำลังใช้ช้อนคันเดียวกับที่ใช้ป้อนข้าวภรรยา ตักอาหารเข้าปากตัวเองหน้าตาเฉย ในขณะที่หญิงสาวข้างกายก็กำลังใช้มือทั้งสองข้างเท้าคาง ส่งยิ้มหวานให้เขาไม่ยอมละสายตาไปไหนเลย
ภาพของคนทั้งคู่ที่นั่งอยู่ด้วยกันตรงนั้น มันช่างดูกลมกลืนและงดงามราวกับภาพวาดชั้นครู
การถูกภรรยาจ้องมองไม่วางตาทำให้ลั่วเยี่ยนชิงเริ่มรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เขาจึงก้มหน้าก้มตาทานอาหารให้เร็วขึ้น เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง
"ค่อยๆ กินก็ได้ค่ะ เดี๋ยวสำลักขึ้นมาจะลำบาก" เจียงหลีเอ่ยเตือนด้วยความห่วงใย
ลั่วเยี่ยนชิงพยักหน้ารับเบาๆ "อืม" แต่ก็ไม่อาจซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่ผุดขึ้นบนใบหน้าได้มิด ก่อนจะเหลือบมองภรรยาตัวน้อยของเขาแวบหนึ่ง
เพียงเท่านั้นก็ทำเอาเจียงหลีถึงกับใจสั่น เธอรู้ดีว่าสามีของเธอเป็นคนหน้าตาดี และรู้ว่ารอยยิ้มของเขานั้นมีอานุภาพร้ายแรงเพียงใด มันสามารถทำให้ใบหน้าที่หล่อเหลาอยู่แล้วดูมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยเท่า
"บนหน้าผมมีอะไรติดอยู่อย่างนั้นเหรอครับ"
ดูเหมือนว่าลั่วเยี่ยนชิงจะเป็นคนขี้อายเอามากๆ เขาถึงกับยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองแล้วหันมาถามเธอด้วยสีหน้างุนงง
เจียงหลีส่ายหน้าพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา "สะอาดดีนี่คะ ไม่มีอะไรติดอยู่หรอก ฉันก็แค่อยากจะมองหน้าคุณแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้หรือคะ"
"..."
คำพูดของเธอทำให้เขาถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาตอบเธอดี
เห็นท่าทางของเขาแล้วเจียงหลีก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ล้อเล่นน่า ฉันก็แค่แกล้งคุณเท่านั้นแหละค่ะ" เวลาที่เขาทำหน้านิ่งๆ ก็ดูเหมือนภูเขาหิมะอันไกลโพ้น สวยงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นและเดียวดาย
แต่พอเขายิ้มออกมาเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นแค่รอยยิ้มจางๆ หรือเพียงแค่การยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย มันก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในหัวใจได้อย่างรุนแรง ราวกับว่าภูเขาหิมะที่เคยสงบนิ่งมานานนับพันปีได้ตื่นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง
เหอเหว่ยเหลือบมองอาหารคำสองคำสุดท้ายที่เหลืออยู่ในกล่องข้าว ก่อนจะหันไปพูดกับเหวินซือหย่วน "ฉันว่าวันนี้ฉันอิ่มแปลกๆ นะ"
"กินทิ้งกินขว้างมันน่าละอาย" เหวินซือหย่วนตอบกลับมานิ่งๆ
"ฉันไม่ได้จะกินทิ้งเสียหน่อย แค่รู้สึกว่าวันนี้ตักข้าวมาเท่าเดิมเหมือนทุกวันเป๊ะ แต่ทำไมมันถึงได้รู้สึกอิ่มจนจุกขนาดนี้ก็ไม่รู้"
หากเหอเหว่ยมีโอกาสได้รู้จักกับคำศัพท์ของคนยุคใหม่ที่ใช้เรียกการแสดงความรักต่อหน้าสาธารณชนว่า "อาหารหมา" เขาก็คงจะเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมตัวเองถึงได้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเป็นพิเศษในวันนี้
"ฉันว่านายไม่ได้อิ่มเพราะข้าว แต่อิ่มเพราะโดนศาสตราจารย์ลั่วกับภรรยาป้อนฉากหวานๆ ให้ดูมากกว่าละมั้ง"
[จบบท]