บทที่ 396: มีตาแต่หามีแววไม่
คำพูดที่หลุดจากปากของเหวินซือหย่วนทำเอาบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบไปชั่วครู่ ไม่ใช่แค่เหอเหว่ยที่อ้าปากค้าง แต่ตัวคนพูดเองก็เหมือนเพิ่งจะรู้ตัวว่าเผลอแสดงความคิดเห็นที่เฉียบคมเกินไปหน่อย
"โธ่ เหล่าเหวิน! นายพูดได้โดนใจฉันสุดๆ ไปเลย" เหอเหว่ยร้องออกมาหลังจากตั้งสติได้
"ฉันว่าที่ฉันอิ่มข้าวเร็วขนาดนี้ เกินครึ่งคงเป็นเพราะโดนศาสตราจารย์ลั่วกับภรรยาป้อนของหวานจนเลี่ยนแน่ๆ! นี่พวกเขาจะหวานใส่กันไปถึงไหน ความรักมันเป็นเรื่องส่วนตัวนี่นา จะทำอะไรกันลับหลังก็ไม่มีใครว่า แต่นี่เล่นมาแสดงความรักต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ มันจงใจยั่วให้พวกเราอิจฉาชัดๆ!"
เหวินซือหย่วนเหลือบมองเพื่อนร่วมงานที่ทำท่าเหมือนจะเป็นจะตาย ก่อนจะเสนอความคิดเห็นเรียบๆ "ถ้านายอยากทำบ้าง ก็โทรหาภรรยาสิ บอกให้เธอมาที่สถาบันแล้วจะได้มาแสดงความรักให้คนอื่นเห็นเหมือนกัน"
"ให้ตายก็ไม่เอา!" เหอเหว่ยรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "แม่เสือที่บ้านฉันน่ะนะ แค่คิดก็สยองแล้ว ถ้าชวนเธอมาทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น ฉันว่าหูของฉันได้ขาดกระเด็นไปก่อนแน่" เขาพูดพลางลูบหน้าอกตัวเองราวกับเพิ่งรอดพ้นจากอันตรายมาหมาดๆ
"นี่เหล่าเหวิน นายลองมองไปที่โต๊ะนั้นสิ ดูสีหน้าของอาจารย์เสิ่นหน่อยเป็นไง" เหอเหว่ยพยักพเยิดไปทางเสิ่นอวิ๋น ก่อนจะกระซิบกระซาบกับเพื่อน
"อยู่ในที่สาธารณะแท้ๆ แต่กลับทำหน้าบูดบึ้งเป็นตูดลิงขนาดนั้น มันน่าเกลียดชะมัดเลย"
เหวินซือหย่วนไม่ได้หันไปมองตาม เขาแค่ก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อไป "กินข้าวของนายไปเถอะ อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวเลย"
"โธ่เอ๊ย! นายนี่มันน่าเบื่อจริงๆ" เหอเหว่ยบ่นอุบอิบ "ฉันก็แค่ชวนนายดู ไม่ได้จะให้ไปยุ่งเรื่องของเธอสักหน่อย แต่เอาจริงๆ นะ ถ้าฉันเป็นอาจารย์เสิ่น ฉันจะรีบตัดใจแล้วถอยออกมาให้เร็วที่สุด ดีกว่าทนอยู่ให้ตัวเองกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นแบบนี้"
"นายมันก็ดีแต่ปากมาก" เหวินซือหย่วนสวนกลับเบาๆ
ถ้าคนอย่างอาจารย์เสิ่นจะรู้จักอายหรือกลัวโดนคนอื่นดูถูก ป่านนี้คงไม่มานั่งจ้องศาสตราจารย์ลั่วตาเป็นมันอยู่แบบนี้หรอก สำหรับคนประเภทนี้แล้ว บางทีคำว่า ‘ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา’ คงจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด
หลังจากจัดการข้าวในกล่องจนหมดเกลี้ยง เหอเหว่ยก็ลุกขึ้นเป็นคนแรก "ไปล้างกล่องข้าวกัน"
เหวินซือหย่วนพยักหน้ารับ ทั้งสองจึงเดินตรงไปยังอ่างล้างจานที่อยู่มุมห้อง
ในขณะเดียวกัน ที่โต๊ะซึ่งเสิ่นอวิ๋นเพิ่งจะลุกจากไป สหายหญิงสามคนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบกันทันทีที่เป้าหมายเดินลับสายตาไป
"นี่พวกเธอว่า...คนนั้นน่ะ เขาจะชอบศาสตราจารย์ลั่วเข้าจริงๆ ใช่ไหม"
"โอ๊ย! เรื่องมันโจ่งแจ้งซะขนาดนั้นแล้ว เธอยังจะสงสัยอะไรอีก" เพื่อนอีกคนตอบกลับ
"นั่นสิ ในสถาบันวิจัยแห่งนี้ขอแค่ใครมีตาก็ดูออกทั้งนั้นแหละ ว่าเธอคิดอะไรกับศาสตราจารย์ลั่วอยู่"
คนที่เปิดประเด็นคนแรกทำหน้ามุ่ย "ดูพวกเธอพูดเข้าสิ อย่างกับว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่ตาบอดไม่เห็นเรื่องพวกนี้อย่างนั้นแหละ"
"อ้าว! พวกเราไม่ได้พูดนะ เธอเป็นคนพูดเองเออเองทั้งนั้น"
"โธ่เอ๊ย! คบเพื่อนผิดคิดจนตัวตายจริงๆ!"
"พอๆ เลิกเล่นได้แล้ว กลับมาคุยเรื่องของคนนั้นกันต่อดีกว่า"
"เรื่องของเธอยังมีอะไรให้พูดอีกเหรอ" หญิงสาวอีกคนพูดขึ้น "ภรรยาตัวจริงของศาสตราจารย์ลั่วก็ปรากฏตัวให้เห็นแล้ว ทั้งรูปร่างหน้าตาและบุคลิกที่ดูดีมีระดับขนาดนั้น คนคนนั้นเทียบไม่ติดแม้แต่ปลายเล็บ"
"แต่ก็อย่าลืมสิว่าการศึกษาของเขาสูงนะ เป็นนักเรียนนอกเหมือนกับศาสตราจารย์ลั่วเลย"
"เวลาผู้ชายจะเลือกผู้หญิงมาเป็นคู่ชีวิต เขาไม่ได้มองแค่ว่าวุฒิการศึกษาสูงแค่ไหนหรอกนะ อีกอย่างเราจะรู้ได้ยังไงว่าภรรยาของศาสตราจารย์ลั่วเรียนไม่สูง ต่อให้เธอเรียนมาน้อยจริงๆ แต่ถ้าศาสตราจารย์ลั่วรักและพอใจ ทุกอย่างมันก็จบไม่ใช่เหรอ"
"จ้าๆ แม่คนเก่ง เธอพูดถูกทุกอย่างเลยจ้า!"
"พอแล้วๆ รีบไปล้างกล่องข้าวกันได้แล้ว ฉันอยากจะกลับไปงีบที่หอพักสักพัก"
"ไปสิๆ"
หญิงสาวทั้งสามคนลุกขึ้นยืน แต่ก่อนที่จะเดินไปยังอ่างล้างจาน สายตาของทุกคนก็เหลือบไปมองทางโต๊ะของลั่วเยี่ยนชิงกับเจียงหลีโดยไม่ได้นัดหมาย
"ไม่อยากจะเชื่อเลย ตอนแรกฉันคิดว่าศาสตราจารย์ลั่วเป็นพวกยิ้มไม่เป็นซะอีก"
"เชื่อเถอะว่าก่อนหน้านี้ ทุกคนในสถาบันก็คิดเหมือนเธอเป๊ะ"
"ผู้ชายนี่ก็แปลกนะ พอหน้าตาดีเข้าหน่อย ทำอะไรธรรมดาๆ ก็ดูดีไปซะหมด ดูอย่างศาสตราจารย์ลั่วสิ แววตาที่เต็มไปด้วยความสุขของเขาน่ะ มันปิดยังไงก็ปิดไม่มิดเลยจริงๆ"
และมันก็เป็นความจริงอย่างที่พวกเธอบอก ดวงตาหงส์ที่เรียวยาวของลั่วเยี่ยนชิงในยามนี้เอ่อล้นไปด้วยความอ่อนโยนและความสุขอย่างเห็นได้ชัด
[จบบท]