บทที่ 4: ยอมอ่อนข้อ
ในชาติที่แล้ว... ชีวิตของเธอวนเวียนอยู่กับการศึกษาชั้นสูงเพื่อสืบทอดกิจการของตระกูล พออายุได้ 16 ปี ก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องรับช่วงต่อเจียงกรุ๊ปที่กำลังสั่นคลอน ทั้งที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ
จากนั้นมาเธอก็ทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับบริษัท ควบคู่ไปกับการดูแลเจียงอี้ น้องชายแท้ๆ ที่อายุห่างกันถึง 10 ปี
อันที่จริงแล้ว หน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูบุตรธิดาควรจะเป็นของบิดามารดา แต่สำหรับพ่อของเธอแล้ว ผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจก็คือภรรยา หรือแม่ของเธอ
โชคร้ายที่ตอนให้กำเนิดเจียงอี้ ร่างกายของแม่ก็บอบช้ำอย่างหนักจนต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน พ่อจึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อดูแลภรรยาสุดที่รัก จนไม่มีกะจิตกะใจจะบริหารงาน ทำให้บริษัทเกิดปัญหาภายในอย่างรุนแรง
และแล้ว ในวันที่เธอเพิ่งจะคว้าปริญญาเอกใบที่ 3 มาครองได้สำเร็จ พวกเขาก็โยนภาระอันหนักอึ้งของเจียงกรุ๊ปมาให้เด็กสาววัย 16 ปีอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย
เจียงหลีลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอไม่ได้กังวลเลยสักนิดว่าการจากไปอย่างกะทันหันของเธอจะสร้างความวุ่นวายให้กับบริษัทหรือไม่
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ...
เธอเชื่อมั่นในตัวน้องชายวัย 17 ปีอย่างหมดใจ เขาจะต้องรับช่วงต่อเจียงกรุ๊ปได้อย่างราบรื่นเหมือนกับที่เธอเคยทำได้อย่างแน่นอน
ก็แหม... น้องชายของเจียงหลีคนนี้ก็เป็นอัจฉริยะไม่ต่างจากพี่สาวอย่างเธอนี่นา
อีกอย่าง พ่อก็ยังอยู่ สองพ่อลูกนั่นไม่มีทางยอมให้หยาดเหงื่อแรงกายที่เธอทุ่มเทมานานหลายปีต้องพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตาหรอก
เมื่อความคิดวนเวียนมาถึงจุดนี้ หัวใจของเจียงหลีก็พลันเบาสบายราวกับยกภูเขาออกจากอก หน้าที่การงานเธอก็เคยมีแล้ว แถมยังไปถึงจุดที่นักธุรกิจมากมายได้แค่มอง เงินทองในสายตาเธอก็เป็นเพียงตัวเลขชุดหนึ่งเท่านั้น...
มาถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดที่ทำให้เธอได้มาเกิดใหม่ในร่างของลูกสาวคนสุดท้องแห่งตระกูลเจียงในยุค 70 เป็นเพียงตัวประกอบฉากในนิยายเล่มหนึ่ง สิ่งเดียวที่เธอตั้งใจจะทำก็คือการใช้ชีวิตแบบ ‘ปลาเค็ม’
เธอจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องมาเหนื่อยยากเลือดตาแทบกระเด็นเพราะความรับผิดชอบเหมือนในชาติก่อนอีกแล้ว การทุ่มเททุกอย่างเพื่อตระกูลและบริษัทจนร่างกายรับไม่ไหวและเสียชีวิตในวัยเพียง 27 ปี มันมากเกินพอแล้ว
แต่ในเมื่อได้มาอยู่ในร่างนี้แล้ว ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมก็เปรียบเสมือนครอบครัวของเธอเช่นกัน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอจะขอปกป้องพวกเขาให้อยู่รอดปลอดภัยภายใต้ปีกของเธอเอง
อ้อ...แล้วก็สหายลั่วเยี่ยนชิงกับลูกๆ ของเขาทั้ง 3 คนนั่นด้วยแล้วกัน ถือว่าดูแลไปพร้อมๆ กันเลยก็แล้วกัน! พวกเขาเองก็น่าสงสารไม่ต่างกัน เป็นแค่ตัวประกอบที่ต้องถูกบดขยี้บนเส้นทางสู่ความสำเร็จของพระเอกนางเอกในเรื่อง ต่อจากนี้ไปเมื่อมีเธออยู่ จะพระเอกหรือนางเอก จะพล็อตเรื่องบ้าบอคอแตกอะไร เธอก็ไม่สนใจทั้งนั้น
เธอจะเป็นแค่คนดูละครที่คอยนั่งแทะเมล็ดกวยจี๊อยู่ข้างสนาม พร้อมกับพาลูกๆ ทั้งสามและพ่อของพวกเขามานั่งดูเรื่องราวชีวิตของครอบครัวพระเอกนางเอกไปด้วยกัน
“นั่นมันก็แค่คำพูดของลูก ใครจะไปรู้ว่าความจริงเป็นยังไงกัน?”
น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความโมโหของไช่ซิ่วเฟินดึงเจียงหลีกลับมาจากภวังค์ หญิงสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำตัวเป็นเด็กสาวคนเดิม เอาศีรษะคลอเคลียแขนของผู้เป็นแม่ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนหวานหยด
“แม่คะ...สหายลั่วคนนั้นน่ะหน้าตาดีกว่าโจวเหวยหมินตั้งเยอะแยะเลยนะคะ พอหนูเห็นรูปถ่ายของเขาก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมาทันทีเลย แม่ยอมให้เราแต่งงานกันนะคะ
ไม่อย่างนั้น หนูคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องผอมโซในไม่กี่วันแน่ๆ แล้วถึงตอนนั้น คนที่จะใจสลายที่สุดก็คือแม่ไม่ใช่เหรอคะ!
อีกอย่าง พ่อก็อุตส่าห์ไปเอาใบทะเบียนสมรสมาให้แล้ว ถ้าเราผิดคำพูดตอนนี้ ก็เท่ากับเป็นคนไม่มีสัจจะ จะโดนชาวบ้านเขาครหาเอาได้นะคะ”
“ใครอยากจะพูดอะไรก็ช่างหัวมันสิ แม่ไม่เห็นจะกลัว!”
ไช่ซิ่วเฟินสวนกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“หนูรู้ค่ะว่าแม่ไม่กลัว พ่อ พี่ชาย พี่สะใภ้ หรือหลานๆ ก็คงไม่กลัว แต่หนูไม่อยากให้ทุกคนต้องมาโดนคนอื่นนินทาว่าร้ายเพราะเรื่องของหนู
แม่คะ ตั้งแต่เกิดมา หนูก็ได้รับการทะนุถนอมจากทุกคนในบ้านมาตลอด หนูจะเป็นคนเห็นแก่ตัวที่นึกถึงแต่เรื่องของตัวเองไม่ได้ หนูอยากให้ครอบครัวของเรามีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตากันค่ะ”
แววตาของไช่ซิ่วเฟินฉายแววรักใคร่เอ็นดูขณะมองลูกสาว เมื่อเห็นดวงตาของเด็กน้อยที่จ้องตอบกลับมาอย่างแน่วแน่ไม่มีแววหลบเลี่ยง ประกอบกับสีหน้าที่ดูจริงจัง ในที่สุดกำแพงในใจของเธอก็เริ่มอ่อนลง
“นี่ลูก...ตัดสินใจแน่แล้วจริงๆ เหรอ?”
“ค่ะ!”
เจียงหลีพยักหน้าแรงๆ หนึ่งครั้ง ดวงตาหางหงส์ที่สดใสเป็นประกายคู่นั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และความสุขใจ “หนูชอบเด็กๆ ค่ะแม่ แม่ก็รู้ว่าปกติเวลาอยู่ที่บ้าน หนูก็เป็นคนคอยดูแลเล่นกับหลานๆ แถมยังสอนพวกเขาอ่านเขียนคิดเลขด้วยนะคะ!”
นั่นเป็นความจริง หลานชายของเจ้าของร่างเดิมคนที่โตกว่า พอว่างจากการเรียนก็จะแย่งกันออกไปช่วยงานที่คอมมูนเพื่อเก็บคะแนนงานอย่างขยันขันแข็ง ส่วนเจ้าตัวเล็กทั้งหลายก็จะเชื่อฟังเจียงหลีทุกอย่าง ไม่ว่าเธอจะสั่งให้ทำอะไรก็ทำตามโดยไม่อิดออด
ไช่ซิ่วเฟินนิ่งเงียบไปเป็นนานสองนาน
“แม่เอ๊ย วางใจเถอะน่า หลีเป่าของเราทั้งฉลาดทั้งน่ารักขนาดนี้ ต้องเอาตัวรอดได้สบายอยู่แล้ว อ้อ จริงสิ ฉันลืมบอกไป ผู้นำอาวุโสของหัวหน้าอู๋ฝากมาบอกว่า จะช่วยจัดหางานในปักกิ่งให้หลีเป่าด้วยนะ เป็นงานที่มีตำแหน่งบรรจุเรียบร้อยเลย”
คำพูดของพ่อเจียงเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในบ่อน้ำนิ่ง ทุกคนในห้องโถงกลางต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มีเพียงเจียงหลีคนเดียวที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
งานที่มีตำแหน่งบรรจุ... นั่นหมายถึงการเป็นพนักงานประจำของรัฐ ได้รับปันส่วนธัญพืช และมีเงินเดือนเข้าทุกเดือน...
เจียงกั๋วเวยเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ “พ่อครับ เขาคงไม่ได้หลอกน้องเราใช่ไหมครับ?”
“ไม่มีทาง”
พ่อเจียงส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “นิสัยใจคอของหัวหน้าอู๋ พ่อรับประกันได้ ถ้าเขาบอกว่าทางนั้นจะจัดหางานให้หลีเป่า ก็แสดงว่าจะต้องได้งานจริงๆ”
ถึงกระนั้น นอกจากพ่อเจียงและตัวเจียงหลีเองแล้ว สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านแม้จะรู้สึกประหลาดใจ แต่ในใจก็ยังไม่เห็นด้วยที่เจียงหลีจะต้องแต่งงานกับพ่อม่ายลูกติดและกลายเป็นแม่เลี้ยง
พวกเขาเป็นห่วง... เป็นห่วงว่าแก้วตาดวงใจของบ้านจะถูกรังแกเมื่อไปอยู่ที่ปักกิ่งเมืองหลวงที่ห่างไกล ไม่มีคนในครอบครัวคอยปกป้องดูแล ลูกสาว (น้องสาว, น้องสะใภ้, อาเล็ก) ที่งดงามราวกับนางฟ้าแต่ร่างกายกลับบอบบาง จะต้องแอบนอนร้องไห้จนล้มป่วยไป
แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านออกมา เพราะสายตาที่มุ่งมั่นของเธอบอกชัดเจนว่าเธอตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าตอนนี้จะพูดอะไรออกไปก็คงเปล่าประโยชน์
“พ่อคะ หนูมีเรื่องอยากจะคุยกับหัวหน้าอู๋ค่ะ”
ทำงานเหรอ? ฝันไปเถอะ! เธออุตส่าห์ตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะใช้ชีวิตเป็นปลาเค็มอย่างสงบสุข จะให้ไปทำงานน่ะ ไม่มีทาง!
“...ลูกจะไปพบหัวหน้าอู๋?”
สายตาทุกคู่ในบ้านหันมาจับจ้องที่เจียงหลีเป็นตาเดียว
“ใช่ค่ะ หนูจะไปที่คอมมูนเพื่อพบท่าน หนูมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย บ่ายนี้พ่อช่วยไปเป็นเพื่อนหนูหน่อยได้ไหมคะ?”
เจียงหลีกะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและความเชื่อใจไปให้ผู้เป็นพ่อ
“ได้สิ พ่อจะไปกับลูก... แต่หัวลูกยังเจ็บอยู่เลยนะ ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาระหว่างทาง แม่ของลูกต้องเอาพ่อตายแน่!”
พ่อเจียงพูดพลางเหลือบมองภรรยาด้วยความเกรงใจ
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ตอนนี้หัวหนูหายเจ็บแล้ว”
เจียงหลียกมือขึ้นลูบท้ายทอยเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วส่งยิ้มหวานไปให้ทุกคน
บนศีรษะของเจ้าของร่างเดิมมีผ้ากอซสีขาวพันอยู่ก็จริง แต่บาดแผลไม่ได้รุนแรงอะไรมากนัก เป็นเพียงรอยปูดโนกับแผลถลอกเล็กน้อยเท่านั้น
“หลีเป่า แล้วลูกมีธุระอะไรกับหัวหน้าอู๋ล่ะ?”
ไช่ซิ่วเฟินเอ่ยถามขึ้นในที่สุด
“ขออุบไว้ก่อนนะคะ”
เจียงหลีขยิบตาอย่างน่ารัก ก่อนจะหันไปยิ้มให้ทุกคนในห้อง “หนูเหนื่อยแล้ว ขอเข้าไปงีบในห้องก่อนนะคะ ถ้าพ่อจะไปแล้วค่อยมาเรียกหนูนะ”
เธอต้องใช้เวลาคิดหาคำพูดดีๆ เพื่อโน้มน้าวหัวหน้าอู๋ ให้เขาช่วยไปพูดกับผู้นำอาวุโสคนนั้น เพื่อโอนตำแหน่งงานนี้ไปให้เจียงกั๋วอัน พี่ชายคนเล็กของเธอแทน
ไม่ว่าจะเป็นงานที่ปักกิ่งหรือที่บ้านเกิด ขอแค่ให้งานนี้ตกเป็นของพี่ชายเธอก็พอ
เหตุผลที่เธอไม่คิดจะยกงานนี้ให้หลานชายคนไหนเลยก็ง่ายนิดเดียว หลานชายของเธอมีหลายคน แถมคนที่อายุถึงเกณฑ์ทำงานก็มีตั้งสองคน หากให้คนหนึ่งแต่ไม่ให้อีกคนหนึ่ง ก็อาจจะก่อให้เกิดความบาดหมางในครอบครัวได้
แทนที่จะสร้างปัญหาให้วุ่นวาย ก็ตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลมเสียดีกว่า ให้พี่ชายคนเล็กที่เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายมาพร้อมกับเธอเมื่อปีก่อน เป็นคนมารับตำแหน่งนี้ไป ได้ถือ ‘ชามข้าวเหล็ก’ ที่ใครๆ ในยุคนี้ต่างก็ใฝ่ฝันถึง
[จบบท]