บทที่ 400: ชอบจุ้นจ้านเรื่องคนอื่นนักหรือไง
ถึงแม้เมื่อคืนไข้ของลูกชายคนโตจะลดลงแล้ว แต่เจียงหลีก็ยังตัดสินใจว่าวันนี้จะให้เขาหยุดเรียนหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อเฝ้าดูอาการให้แน่ใจอีกสักหน่อย พอเห็นเปลือกตาเล็กๆ ของลั่วหมิงรุ่ยขยับไหว เธอก็รู้ว่าเขากำลังจะตื่น จึงเข้าไปพูดคุยด้วยความเป็นห่วง
“รุ่ยรุ่ย วันนี้ลูกพักผ่อนอยู่ที่บ้านนะ ไม่ต้องไปโรงเรียน เดี๋ยวแม่ต้องไปส่งน้องๆ ที่โรงเรียนอนุบาลก่อน แล้วจะรีบกลับมาอยู่เป็นเพื่อนนะคะ”
“แม่ครับ...” เสียงของเด็กชายยังแหบพร่าเล็กน้อย
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงชัดเจนในความทรงจำของลั่วหมิงรุ่ย เขารู้สึกตัวร้อนรุ่มไปหมด แต่แม่คนใหม่ก็คอยอยู่ข้างๆ ไม่ห่าง ทั้งป้อนน้ำและเช็ดตัวให้ตลอดทั้งคืน พอตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นแม่นั่งอยู่ข้างเตียงแบบนี้ เด็กชายก็มั่นใจได้เลยว่าท่านคงไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยสักนิดเพราะมัวแต่เป็นห่วงเขา
ลั่วหมิงรุ่ยจึงหลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับส่งเสียงตอบรับในลำคอ “ครับ”
“ดีมากลูก นอนพักอีกสักหน่อยนะ เดี๋ยวแม่มา”
เจียงหลีโน้มตัวลงไปจัดผ้าห่มให้คลุมช่วงท้องของลูกชายเรียบร้อย ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
หลังจากเปิดภาคเรียนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ลั่วหมิงรุ่ยก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อย่างเป็นทางการ โชคดีที่โรงเรียนประถมตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนอนุบาลพอดี เรื่องนี้เลยทำให้การรับส่งเด็กๆ ของเจียงหลีสะดวกสบายขึ้นมาก เพราะในบ้านมีเด็กที่ต้องไปโรงเรียนพร้อมกันถึงสามคน หากโรงเรียนของลูกชายคนโตอยู่ห่างไกลออกไป การบริหารจัดการเวลาคงเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย
“แม่ครับ พี่ชายดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ” หนูน้อยลั่วหมิงหานเอ่ยถามขึ้นระหว่างที่แม่จูงมือเดินไปส่งที่โรงเรียน
“ดีขึ้นเยอะแล้วจ้ะ แต่ยังต้องพักผ่อนอีกสักวันให้ร่างกายแข็งแรงเต็มที่ก่อน”
“แม่คะ พี่ใหญ่ไม่สบายเหรอคะ ทำไมเวยเวยไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ลั่วหมิงเวยที่เดินอยู่อีกข้างถามขึ้นมาบ้าง
“ก็ยัยหมูตอนอย่างเธอเอาแต่นอนน่ะสิ พี่ชายไม่สบายตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เธอยังไม่รู้อีก” ลั่วหมิงหานอดไม่ได้ที่จะแซะน้องสาวฝาแฝด
ลั่วหมิงเวยเบะปากด้วยความน้อยใจ “ก็เวยเวยหลับสนิทนี่นา ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นห่วงพี่ใหญ่นะ”
เห็นลูกสาวทำท่าจะงอแง เจียงหลีก็รีบไกล่เกลี่ยพร้อมกับรอยยิ้ม “เอาล่ะๆ ไม่เถียงกันนะลูก พี่ชายไม่เป็นอะไรมากแล้ว”
“แม่คะ แต่หนูเป็นห่วงพี่ใหญ่จริงๆ นะคะ” หนูน้อยยังคงยืนยันความรู้สึกของตัวเอง
“แม่รู้จ้ะ แม่รู้ว่าเวยเวยรักพี่ชายจะตายไป แล้วหานหานก็รักพี่ชายไม่แพ้กันเลย เมื่อคืนถ้าไม่ได้หานหานรีบมาบอกแม่นะ แม่ก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าพี่ชายไม่สบาย” เจียงหลีถือโอกาสชมลูกชายคนรอง
คำชมของแม่ทำให้ลั่วหมิงหานเขินจนแก้มแดง “ผมก็ไม่ได้ทำอะไรขนาดนั้นสักหน่อยครับ”
เจียงหลีหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อมาถึงหน้าโรงเรียนอนุบาล เธอก็ส่งเด็กน้อยทั้งสองคนให้คุณครูช่วยดูแลต่อ พอเห็นคุณครูพาลูกๆ เดินเข้าไปในรั้วโรงเรียนจนลับตาแล้ว เจียงหลีก็หมุนตัวเพื่อจะเดินกลับบ้านพักข้าราชการ
“สหายเจียง อายุก็ยังน้อยๆ น่าจะมีลูกเป็นของตัวเองสักคนนะ มันดีกว่ากันเยอะ”
เสียงที่คุ้นเคยของซูม่านดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาเจียงหลีชะงักไปเล็กน้อย แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ตอบโต้อะไรแล้วเดินต่อไป
ทว่าซูม่านกลับไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เธออุ้มลูกชายวัยสี่เดือนของตัวเองแล้วรีบเดินตามมาตีคู่กับเจียงหลี
“นี่ดูสิ ลูกชายของฉันหน้าตาน่ารักน่าชังใช่ไหมล่ะ ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะสอดนะสหายเจียง แต่เห็นแล้วมันอดเป็นห่วงแทนไม่ได้ ต่อให้คุณทุ่มเทความรักให้เด็กสามคนนั้นมากแค่ไหน สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของคุณอยู่ดี ระวังให้ดีเถอะ เลี้ยงไปจนโต เผลอๆ จะกลายเป็นอสรพิษคอยแว้งกัดเอาได้นะ”
“ลูกบ้านอื่นจะเป็นยังไงฉันไม่รู้ แต่ฉันเชื่อว่าลูกๆ ของฉันจะไม่เป็นแบบนั้น” เจียงหลีตอบกลับอย่างใจเย็น
ซูม่านแค่นหัวเราะ “อย่าเพิ่งมั่นใจไปหน่อยเลยสหายเจียง อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า พวกเขากลายเป็นเด็กเนรคุณขึ้นมาจริงๆ คุณจะทำยังไง”
“ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ มันก็แปลว่าฉันล้มเหลวในการสั่งสอนพวกเขาเอง”
“แหม พูดง่ายจังเลยนะ ถึงเวลานั้นจริงๆ กลัวว่าจะไม่มีน้ำตาให้เช็ดด้วยซ้ำ” ซูม่านยิ้มอย่างเป็นต่อ
“ดูอย่างฉันสิ ตั้งแต่มีลูกชายคนนี้ ฉันก็มีความสุขทุกวี่ทุกวัน สหายเจียงเชื่อฉันเถอะนะ รอศาสตราจารย์ลั่วกลับมาพักร้อนคราวนี้ ก็รีบๆ มีลูกเป็นของตัวเองได้แล้ว”
เจียงหลีเหลือบไปมองหน้าคนพูด “คุณนี่ชอบจุ้นจ้านเรื่องของคนอื่นนักหรือไง”
“โอ๊ย ฉันก็แค่เห็นว่าเราหัวอกเดียวกัน เลยอดไม่ได้ที่จะแนะนำสิ่งดีๆ ให้ อย่ามาทำเป็นไม่รู้คุณค่าความหวังดีของคนอื่นหน่อยเลย”
[จบบท]