บทที่ 426: สายเกินแก้
ผู้เฒ่าซ่งยังคงยืนกรางเสียงแข็ง “เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ การกระทำของสหายเสิ่นอวิ๋นถือเป็นการละเมิดวินัยขั้นร้ายแรง ประกอบกับอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้เธออยู่ต่อหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมเพียงคนเดียว แต่ต้องผ่านการประชุมของคณะกรรมการในองค์กรเท่านั้น”
น้ำเสียงที่ลอดผ่านสายโทรศัพท์มานั้นเย็นชาและไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ ราวกับจะย้ำเตือนให้เสิ่นจื้อกั๋วตระหนักถึงสถานการณ์ที่ครอบครัวของเขากำลังเผชิญอยู่
“คุณมาคิดจะขอความเมตตาให้ลูกสาวป่านนี้ แล้วก่อนหน้านี้ทำอะไรอยู่ หากใส่ใจอบรมสั่งสอนลูกของตัวเองให้ดี เรื่องราวคงไม่บานปลายมาถึงจุดนี้”
เสิ่นจื้อกั๋วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นคือความจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้
“...ผมเข้าใจดีว่าการช่วยเหลือกันเป็นเรื่องที่ดี แต่มันก็มีบางเรื่องที่เราไม่สามารถหยิบยื่นน้ำใจให้กันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและปลอดภัยของบุคลากรด้านการวิจัยของประเทศชาติ ต่อให้เป็นใครหน้าไหนมาอ้อนวอนขอความเมตตาจากผมในเรื่องนี้ ก็คงต้องผิดหวังกลับไป”
น้ำเสียงนั้นยังคงดำเนินต่อไป “อะไรนะครับ แค่การกระทำที่เกิดจากการทะเลาะเบาะแว้งกันของเด็กๆ อย่างนั้นหรือ...สหายเสิ่น ผมไม่ได้อยากจะตำหนิคุณหรอกนะ แต่การที่สหายเสิ่นอวิ๋นสามารถนำข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานไปเปิดเผย เพียงเพราะอารมณ์โกรธเคืองชั่ววูบ จนเป็นเหตุให้ครอบครัวของเพื่อนร่วมงานต้องเดือดร้อน นั่นทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า หากในอนาคตเธอเกิดไม่พอใจใครขึ้นมาอีก เธออาจจะนำความลับสุดยอดของชาติไปเผยแพร่ให้กับองค์กรสายลับของต่างชาติก็เป็นได้”
“หรืออาจจะร้ายแรงถึงขั้นเปิดโปงตัวตนของนักวิจัยคนสำคัญของประเทศเรา คุณคิดว่ามันเป็นไปได้ไหมล่ะ เรื่องนี้คงต้องดำเนินการไปตามกฎระเบียบเท่านั้น ใช่ครับ ไม่มีการอลุ้มอล่วยใดๆ ทั้งสิ้น เอาเป็นว่าแค่นี้ก่อนนะ ผมขอวางสาย”
“...ครับ แล้วเจอกัน”
เสิ่นจื้อกั๋ววางหูโทรศัพท์ลงช้าๆ พลังทั้งหมดในร่างกายราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เขานั่งนิ่งอยู่ในห้องหนังสือที่บ้าน พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสิ่นอวิ๋นที่ได้รับข่าวก็รีบร้อนเดินทางมาจากบ้านพักข้าราชการ
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ดึงให้เสิ่นจื้อกั๋วหลุดออกจากภวังค์ความคิด ตามมาด้วยเสียงหวานใสของลูกสาวที่ดังลอดเข้ามา “พ่อคะ พ่ออยู่ในห้องใช่ไหมคะ”
“เข้ามาสิ” เขาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า
“เรื่องไปถึงไหนแล้วคะพ่อ พ่อได้คุยกับหัวหน้าสถาบันแล้วใช่ไหม เขายอมช่วยเหลือเราหรือเปล่าคะ” เสิ่นอวิ๋นก้าวเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงอย่างเบามือ เธอไม่ได้สนใจจะหาที่นั่งด้วยซ้ำ ความกังวลใจทั้งหมดฉายชัดอยู่บนใบหน้าและแววตา
“ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน” เสิ่นจื้อกั๋วเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาลูกสาว ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม “ตอนนี้ในมือของหัวหน้าสถาบันมีจดหมายอยู่ฉบับหนึ่ง...”
เพียงแค่ได้ยินคำว่า ‘จดหมาย’ ใบหน้าของเสิ่นอวิ๋นก็พลันซีดเผือดราวกับกระดาษ
“จดหมาย...หมายถึงจดหมายที่หนูเป็นคนส่งไปเหรอคะ”
ความหวังริบหรี่ที่เคยมีอยู่มลายหายไปในพริบตา เสิ่นอวิ๋นตระหนักได้ในตอนนั้นเองว่าเรื่องราวคงไม่จบลงง่ายๆ อย่างที่เธอคาดหวังไว้
เธอส่ายหน้าไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างกายถอยหลังไปทีละก้าว “หนูไม่อยากออกจากสถาบันวิจัยเด็ดขาด หนูจะอยู่ที่นั่นต่อไป พ่อต้องหาทางช่วยหนูนะคะ” หยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอหน่วยตา เสิ่นอวิ๋นจ้องมองพ่อของเธอด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
“จดหมายฉบับนั้นลูกเป็นคนเขียน จะเขียนด้วยลายมือปกติหรือจงใจใช้มือซ้ายเขียนมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะทันทีที่หัวหน้าสถาบันของลูกยื่นเรื่องนี้ขึ้นไปเบื้องบน สิ่งที่ลูกต้องเผชิญคือการถูกสอบสวนอย่างละเอียด
ไม่เพียงแค่นั้น สมาชิกทุกคนในครอบครัวของเราก็ต้องให้ความร่วมมือในการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเช่นกัน และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ นับตั้งแต่วันที่ลูกเดินทางกลับมาถึงประเทศ ใครก็ตามที่เคยติดต่อหรือพบปะกับลูก ก็อาจจะถูกเรียกตัวไปสอบสวนด้วย ลูกเข้าใจไหมว่าผลลัพธ์ที่ตามมามันจะเลวร้ายแค่ไหน”
“หนูไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องมันจะบานปลายขนาดนี้”
เสิ่นอวิ๋นรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองอย่างสุดซึ้ง
“ไม่เคยคิดอย่างนั้นเหรอ ทำไมลูกถึงไม่คิดให้รอบคอบกว่านี้ หน่วยงานที่ลูกทำอยู่ไม่ใช่สถานที่ทั่วไป และบุคลากรที่นั่นก็ไม่ใช่คนธรรมดา โดยเฉพาะคนอย่าง...”
เสิ่นจื้อกั๋วหยุดพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนประเด็น “พ่อเข้าใจดีว่าสิ่งที่ลูกทำลงไปมันเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบในเรื่องส่วนตัว ไม่ได้มีเจตนาจะทำลายความมั่นคงของชาติ แต่ในสายตาของคนอื่น เรื่องแบบนี้หากจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด มันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ผู้เฒ่าซ่งจึงปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ เขาบอกว่าจะจัดการเรื่องของลูกตามคำสั่งของเบื้องบน”
“หนู...”
น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย “หนูแค่ทนไม่ได้ที่ต้องเห็นผู้หญิงคนนั้นมาทำท่าทีอวดดีต่อหน้าหนูซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนูก็เลยอยากจะสร้างปัญหาให้เธอบ้าง
จริงๆ แล้วหนูก็รู้ดีว่าระหว่างหนูกับลั่วเยี่ยนชิงมันคงเป็นไปไม่ได้ แต่...แต่หนูรักเขานี่คะ...เพราะเขา หนูถึงยอมหย่ากับออสติน และเพราะเขาอีกนั่นแหละที่ทำให้หนูตัดสินใจกลับมาประเทศเพื่อใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มีตอบแทนคุณแผ่นดิน พ่อคะ...หนูไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยจริงๆ นะคะ”
[จบบท]