บทที่ 436: สนับสนุน
ลั่วเยี่ยนชิงนึกย้อนไปถึงตอนที่เจียงหลีซ้อมเฝิงเซียวจนน่วม ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงติดตา ผนวกกับเรื่องราวที่เจ้าตัวเล็กอย่างหมิงหานเคยเล่าให้ฟัง ทำให้เขาสะกิดใจกับอะไรบางอย่างขึ้นมา และในที่สุด ข้อสันนิษฐานทั้งหมดก็ถูกเปล่งออกมาเป็นคำพูด
“ก็...เป็นแบบที่คุณคิดนั่นแหละค่ะ แต่คุณไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนลงแข่งจริงๆ กีฬาที่ฉันเลือกลงแข่งมันไม่ได้ใช้แรงเยอะขนาดนั้น” ไม่ว่าจะเป็นพุ่งแหลน ทุ่มน้ำหนัก หรือขว้างจักร สำหรับคนที่มีพละกำลังมหาศาลอย่างเธอแล้ว กีฬาพวกนี้แทบไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ
เธอเคยลองดูเล่นๆ แล้ว แค่เหวี่ยงแขนส่งๆ ก็สามารถทำลายสถิติโลกที่ติดประกาศไว้ในศูนย์ฝึกได้อย่างง่ายดาย ส่วนการยิงปืนหรือยิงธนู ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันเป็นเรื่องของทักษะและเทคนิคล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพละกำลังเลยสักนิด
ลั่วเยี่ยนชิงยังคงนิ่งเงียบ ริมฝีปากของเขาเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของภรรยาไม่วางตา ราวกับกำลังประเมินและครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างหนักหน่วง ท่าทีแบบนั้นทำเอาเจียงหลีเริ่มรู้สึกเกร็งขึ้นมานิดๆ
“คุณรออยู่บนเตียงเฉยๆ นะคะ เดี๋ยวฉันมา”
ว่าจบเธอก็ลุกจากเตียงตรงไปยังห้องนั่งเล่นแล้วกลับมาอย่างรวดเร็ว ในมือมีแท่งเหล็กตันขนาดกำลังดีพอๆ กับข้อมือของเด็กทารก
“ลั่วเยี่ยนชิง...มองดีๆ นะคะ” เธอเอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เมื่อเห็นว่าเขามองมาแล้ว มุมปากของเจียงหลีก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่สองมือของเธอจะออกแรงบิดแท่งเหล็กตันในมือจนมันโค้งงอเป็นเกลียวราวกับขนมปัง จากนั้น...ต่อหน้าต่อตาของลั่วเยี่ยนชิงที่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอก็ค่อยๆ คลายเกลียวแท่งเหล็กให้กลับมาเหยียดตรงเหมือนเดิมอย่างน่าอัศจรรย์
เจียงหลีเดินกลับมาที่ข้างเตียง ยื่นแท่งเหล็กที่คืนสภาพแล้วส่งให้สามี “คุณลองจับดูสิคะ มันเป็นเหล็กตันจริงๆ นะ”
อันที่จริงลั่วเยี่ยนชิงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยการสัมผัสเลย เขารู้ดีว่ามีแท่งเหล็กแบบนี้วางพิงกำแพงอยู่หลังประตูห้องนั่งเล่นมาตั้งนานแล้ว แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาใสแป๋วที่มองมา เขาก็ยอมยื่นมือไปรับมันมาพิจารณาดูใกล้ๆ พร้อมกับลองกะน้ำหนักในมือ
“เรียบร้อยค่ะ ฉันขอเอาไปเก็บก่อน”
เธอรับแท่งเหล็กกลับคืนไปไว้ที่เดิมตรงมุมกำแพงหลังประตูห้องนั่งเล่นอย่างคล่องแคล่ว แล้วจึงกลับมาที่เตียง
“ฉันเพลียๆ แล้ว เรานอนกันเถอะค่ะ”
แขนของเธอเริ่มล้านิดๆ เจียงหลีรู้ตัวดีว่าร่างกายต้องการการพักผ่อนอย่างเร่งด่วน
“คุณ...”
ลั่วเยี่ยนชิงยังคงนั่งพิงหัวเตียงในท่าเดิม สายตาของเขามองตามร่างของภรรยาที่กลับขึ้นมาบนเตียง เอนตัวลงนอนในฝั่งของตัวเอง แล้วเปลือกตาก็ปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าตัวหลับลึกไปแล้ว...ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเขารู้สึกเหมือนภาพตัด
“เสี่ยวหลีครับ” เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ แต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง หลับไปแล้วจริงๆ หรือนี่?!
จะเร็วเกินไปแล้ว...กระบวนการทั้งหมดนับตั้งแต่เธอล้มตัวลงนอนจนถึงตอนนี้คงไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ!
ปลายนิ้วของเขาหยอกเย้ากับจมูกโด่งรั้นของเธอเบาๆ ความรู้สึกทั้งจนปัญญาและเอ็นดูตีตื้นขึ้นมาในอก “ร่างกายของคุณเป็นแบบนี้ แล้วจะให้ผมวางใจปล่อยให้คุณไปเป็นนักกีฬาได้ยังไงกัน? แต่เอาเถอะ...ในเมื่อคุณตัดสินใจแล้ว ผมก็ต้องสนับสนุนอยู่แล้ว”
อยากจะเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง เรื่องโภชนาการต้องมาเป็นอันดับแรก เขาคงต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาจัดตารางอาหารที่เหมาะสมให้เธออย่างจริงจังเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น งานของเขาก็รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาอยู่บ้าน หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้นมาอีก การที่เธอต้องรับมือคนเดียวโดยไม่มีใครคอยช่วยเลยมันเสี่ยงเกินไป
ชายหนุ่มเอนตัวลงนอนข้างๆ พลางขบคิดหาทางออกเงียบๆ ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็ได้ข้อสรุป...ก่อนกลับไปทำงานที่สถาบันวิจัยรอบนี้ เขาต้องโทรศัพท์ไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ที่หมู่บ้านอาวลี่สักหน่อยแล้ว
...เช้าวันต่อมา...
“แม่คะ...หนูได้กลิ่นกับข้าวหอมๆ ด้วย” เสียงใสๆ ของหมิงเวยดังขึ้นข้างๆ หู
“อื้ม...แม่ก็ได้กลิ่นจ้ะ พ่อเขากำลังทำมื้อเช้าให้เราอยู่น่ะสิ” เจียงหลีตอบลูกสาวด้วยรอยยิ้ม
“คุณพ่อตื่นเช้าจังเลย!”
“ก็เพราะพ่อไม่อยากให้แม่เหนื่อยไง ใช่ไหมครับ!” หมิงหานที่ตื่นแล้วเหมือนกันเอ่ยแทรกขึ้นมา
เจียงหลีเอื้อมมือไปจิ้มจมูกเล็กๆ ของลูกชายอย่างมันเขี้ยว “ลูกนี่ฉลาดจริงๆ เลยนะ!”
เจ้าตัวเล็กเอามือป้องปากหัวเราะคิกคัก ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน “พ่อรักแม่ไงครับ พ่อไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยทำกับข้าว ก็เลยรีบตื่นมาทำทุกอย่างเตรียมไว้ให้หมดเลย”
หมิงเวยฟังแล้วก็ตาโตเป็นประกาย “พี่รองฉลาดสุดๆ ไปเลย!”
คราวนี้หมิงหานยืดอกกอดตัวเองอย่างภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้ว ก็พี่น่ะเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในสามโลกเลยนี่นา!”
[จบบท]