บทที่ 438: ไม่ใช่ว่าเธอหาเรื่องเองหรอกหรือ
น้ำเสียงของซูม่านเจือความไม่พอใจอย่างชัดเจน “สหายลั่ว ถึงคุณจะเก่งกาจในหน้าที่การงานแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้ภรรยามาทำร้ายฉันได้ตามอำเภอใจนะคะ อย่าลืมสิว่าเหวินซือหย่วน สามีของฉันก็ทำงานอยู่ในทีมของคุณ ในฐานะคนในครอบครัวของเขา แต่ฉันกลับต้องมาโดนภรรยาคุณทำร้ายร่างกายแบบนี้ ถ้าเขาได้รู้เรื่องขึ้นมา คุณว่าเขาจะรู้สึกยังไง”
ลั่วเยี่ยนชิงสวนกลับด้วยท่าทีสงบนิ่ง แววตาของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ “แล้วการที่ภรรยาผมตบคุณสองครั้งนี่มันผิดตรงไหน” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงโทนเดียว
“คุณฟังความข้างเดียวจากคนที่ไม่รู้จัก แล้วก็พามาถึงหน้าบ้านผม เพียงเพราะหวังจะมาดูเรื่องสนุก อยากเห็นภรรยาผมโดนคนอื่นหาเรื่อง การกระทำแบบนี้ พอโดนภรรยาผมตบสั่งสอนไปบ้าง ไม่ใช่ว่าคุณเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเองหรอกเหรอ”
“นี่คุณ…” ซูม่านหน้าแดงก่ำ ไม่คาดคิดว่าจะโดนย้อนกลับมาแบบนี้จนพูดอะไรไม่ออก
“เรื่องที่ภรรยาของผมลงมือกับคุณ ผมจะไปอธิบายกับสหายเหวินด้วยตัวเอง”
ลั่วเยี่ยนชิงตัดบทเพียงเท่านั้น ก่อนจะหันไปหาเจียงหลีด้วยแววตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย “เรากลับเข้าบ้านกันเถอะ”
เจียงหลียิ้มรับบางๆ “ค่ะ” แต่ก่อนจะหมุนตัว เธอก็หันไปพูดกับซูม่านเป็นครั้งสุดท้าย “ฉันเป็นคนไม่หาเรื่องใครก่อน แต่ถ้าใครมาหาเรื่อง ฉันก็ไม่เคยปล่อยไว้เหมือนกัน”
“เธอมันคนไม่มีเหตุผล!” ซูม่านตวาดแว้ดใส่ด้วยความโมโห
“ใครกันแน่ที่ไม่มีเหตุผล ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน ฉันว่าทั้งฉันและคุณต่างก็รู้แก่ใจดี” เจียงหลีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าเฉียบคม ก่อนจะเดินเคียงข้างสามีเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้ซูม่านยืนเจ็บใจอยู่ตรงนั้น
“เสี่ยวซู ทำไมเธอต้องทำเรื่องให้มันยุ่งยากขนาดนี้ด้วยนะ”
สวีเหมย เพื่อนบ้านที่อยู่ถัดจากบ้านของซูม่านไปอีกหลังหนึ่ง ยืนพิงกรอบประตูบ้านตัวเองอยู่นานแล้ว เธอได้ยินทุกคำพูดของการปะทะคารมเมื่อครู่ พอเห็นสามีภรรยาตระกูลลั่วลับหายเข้าประตูไป ก็อดที่จะเอ่ยปากเตือนเพื่อนบ้านไม่ได้
“เราอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ยังไงก็ต้องเจอหน้าค่าตากันทุกวัน เรื่องเมื่อวานเธอไม่น่าพาคนนอกเข้ามาวุ่นวายในบ้านพักข้าราชการของเราเลยสักนิด ดูสิ นอกจากจะสร้างศัตรูกับเสี่ยวเจียงแล้ว ยังต้องมาเจ็บตัวฟรีอีก ต่อไปก่อนจะทำอะไร คิดหน้าคิดหลังให้ดีกว่านี้หน่อยนะ ไม่อย่างนั้นคนที่เดือดร้อนก็คือตัวเธอเอง”
“ฉันก็แค่หวังดีเท่านั้นเองนะคะ” ซูม่านแก้ตัวเสียงอ่อย พลางกัดริมฝีปากทำหน้าตาน่าสงสาร
“ป้าคนนั้นเขาบอกว่าลูกชายพักอยู่ที่นี่ ชื่อลั่วเยี่ยนชิง ฉันก็เลยไม่ได้เอะใจอะไร แค่อยากจะช่วยพาเขามาหาลูกชายเท่านั้นเอง…”
“แล้วทำไมเธอไม่โทรไปถามที่บ้านเขาก่อน ที่ป้อมยามก็มีเบอร์โทรศัพท์ของทุกบ้านที่มีโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะอยู่แล้ว แค่ยกหูโทรศัพท์ถามคำเดียวก็รู้เรื่อง แต่นี่เธอไม่ทำ กลับเลือกที่จะพาคนเข้ามาทันที เสี่ยวซู พูดกันตรงๆ เถอะนะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอไม่มีความคิดอื่นแอบแฝงอยู่”
คำพูดตรงไปตรงมาของสวีเหมยทำเอาซูม่านรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอีกรอบ เธอจึงรีบตัดบทกลบเกลื่อน “ฉันจะไปมีความคิดอะไรกันล่ะคะ ไม่คุยด้วยแล้ว ลูกชายฉันร้องหิวแล้ว ต้องกลับไปชงนมให้เขาก่อน”
ว่าจบเธอก็อุ้มลูกชายหมุนตัวเดินเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เชอะ ทำมาเป็นคนดีสั่งสอนคนอื่น ที่แท้ก็อยากรู้อยากเห็นไม่ต่างกันนั่นแหละ ซูม่านคิดในใจอย่างดูแคลน ภาพของสวีเหมยที่ยืนมุงดูเรื่องราวเมื่อวานยังติดตาเธออยู่เลย
ภายในห้องหนังสือที่เงียบสงบ แสงแดดยามสายทอดตัวยาวผ่านบานหน้าต่างเข้ามาอาบไล้ร่างของลั่วเยี่ยนชิงที่กำลังนั่งอ่านตำราภาษาต่างประเทศเล่มหนาอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยสมาธิแน่วแน่
ส่วนอีกฟากหนึ่งของโต๊ะ เจียงหลีนั่งเท้าคางมองใบหน้าด้านข้างของสามีอยู่อย่างนั้น สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่เขาเนิ่นนานจนลืมแม้กระทั่งจะกะพริบตา
อันที่จริง ตอนแรกเธอก็กำลังอ่านหนังสือของตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สายตาละจากตัวอักษรไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าคมคายไร้ที่ติของเขาแทน ผู้ชายอะไรจะดูดีได้ทุกมุมขนาดนี้ ไหนจะแพขนตาที่ยาวเป็นระเบียบนั่นอีก...
ให้ตายสิ อยากลองเอานิ้วไปแตะดูสักครั้งจัง
ขณะที่เจียงหลีกำลังเพลิดเพลินกับการสำรวจใบหน้าสามีในใจ แสงแดดที่สาดส่องคงทำให้การจ้องมองของเธอชัดเจนเป็นพิเศษจนคนที่ถูกมองสัมผัสได้ ลั่วเยี่ยนชิงละสายตาจากหนังสือแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอพอดิบพอดี
“มองอะไรอยู่เหรอครับ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปกติ แต่แววตากลับฉายแววขบขัน
[จบบท]