บทที่ 439: คุณเสียใจบ้างไหม
“ก็มองคุณอยู่ไงคะ” เจียงหลีตอบกลับไปแทบจะในทันทีที่สิ้นเสียงถาม
ลั่วเยี่ยนชิงมีท่าทีประหลาดใจไปเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาสีนิลของเขา “ผมดูดีหรือเปล่า”
“ดูดีสุดๆ ไปเลยค่ะ!”
เธอยืนยันด้วยการพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น “ผู้ชายที่เพียบพร้อมดูดีขนาดนี้เป็นของฉันคนเดียว แค่คิด...หัวใจของฉันก็พองโตแล้วค่ะ”
พูดจบประโยคนั้น สติของเจียงหลีก็กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เธอรีบลุกขึ้นยืน แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวขึ้นมาเป็นสีแดงระเรื่อ พยายามแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “เอ๊ะ ฉันมาอยู่นี่ได้ยังไง เมื่อกี้ฉันเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกไปหรือเปล่าคะ...คงไม่หรอกมั้ง”
เจียงหลีแกล้งยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ทำทีเป็นหมุนตัวเดินออกจากห้องหนังสือไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน ปากก็พึมพำกับตัวเอง “สงสัยฉันจะนอนมากไปจนเบลอไปหมดแล้วจริงๆ ไม่ได้การแล้ว ต้องกลับไปทิ้งตัวลงบนเตียงอีกสักพักถึงจะดี”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอดังขึ้นจากทางด้านหลัง “คุณเขินเหรอ เสี่ยวหลี”
“คะ?” หญิงสาวหยุดชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา แต่ก็ยังคงตีหน้าซื่อต่อไป “เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะคะ”
ลั่วเยี่ยนชิงเอาแต่ยิ้มโดยไม่ยอมเอ่ยคำใดออกมา
ในที่สุดเจียงหลีก็เลิกแสร้งทำ เธอเดินกลับไปหยุดอยู่ข้างกายเขาแล้วทำตาโตใส่ “ห้ามหัวเราะฉันนะ!” จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งบนตักของเขาอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างขึ้นคล้องรอบลำคอแกร่ง “ถ้าคุณยังหัวเราะอีก ฉันจะกัดคุณจริงๆ ด้วย!”
“โอเคๆ ผมไม่หัวเราะแล้ว”
แม้ปากจะรับคำและไม่มีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาอีก แต่ประกายความขบขันในแววตาของเขากลับซ่อนไว้ไม่มิดเลยสักนิด ภาพของเขาในตอนนี้ทำให้หัวใจของเจียงหลีเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ เธอจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าออกแรงดึงรั้งท้ายทอยของเขาให้โน้มลงมาหา ก่อนจะประทับริมฝีปากของตัวเองลงบนเรียวปากหยักสวยของเขาอย่างแนบแน่น
ลั่วเยี่ยนชิงนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะพลิกบทบาทจากผู้ถูกกระทำมาเป็นฝ่ายคุมเกมเสียเอง
กว่าที่จูบอันแสนหวานจะสิ้นสุดลง ลมหายใจของคนทั้งสองก็หอบกระชั้นเสียแล้ว
“คุณเสียใจบ้างไหม”
จู่ๆ เขาก็เอ่ยถามขึ้นมา ทำเอาเจียงหลีถึงกับงุนงง “เสียใจเรื่องอะไรเหรอคะ”
“เรื่องที่พอผมเริ่มทำงาน ก็จะหายหน้าไปจากบ้านทีละนานๆ...”
“อ๋อ เรื่องนั้นเองเหรอคะ ถ้าเป็นเรื่องนี้คุณไม่ต้องกังวลเลย ฉันไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยสักนิดเดียวค่ะ ก่อนที่ฉันจะตอบตกลงแต่งงานกับคุณ ฉันก็เตรียมใจไว้แล้วว่าลักษณะงานของคุณมันทำให้การลาพักร้อนแต่ละครั้งเป็นเรื่องยาก”
“แล้วทำไม...” ทำไมถึงยังตัดสินใจแต่งงานกับผม
“อยากฟังความจริงหรือคำโกหกล่ะคะ”
“ความจริง”
“ก็เพราะคุณหน้าตาดี รายได้ก็สูง แต่งงานกับคุณแล้วฉันก็ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่สำคัญที่สุดคือ...ฉันไม่ต้องมีลูกเอง”
“เหตุผลมีแค่นี้เอง...”
“ใช่ค่ะ ก็แค่นี้แหละ คุณคงไม่ได้กำลังคิดว่าฉันเป็นพวกมองอะไรฉาบฉวย หรือเป็นพวกวัตถุนิยมหรอกใช่ไหมคะ”
“ไม่เลย ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณรูปร่างหน้าตาของตัวเองที่ดันไปเข้าตาคุณได้ ทั้งยังต้องขอบคุณที่ผมมีรายได้ดีพอสมควร และ...ที่สำคัญคือต้องขอบคุณลูกๆ ทั้งสามคนของผม ถ้าไม่มีพวกเขา ป่านนี้เราสองคนคงไม่มีวันได้มาอยู่ด้วยกันแบบนี้”
แววตาของเจียงหลีพราวระยับไปด้วยรอยยิ้ม “พูดได้ดีมากค่ะ คุณต้องขอบคุณหน้าตาหล่อๆ ของคุณ ขอบคุณรายได้มหาศาล แล้วก็ขอบคุณลูกๆ ทั้งสามคนที่น่ารัก
แต่ว่า...ทำไมคุณถึงได้คิดหาคู่ชีวิตเป็นผู้หญิงจากต่างจังหวัดล่ะคะ หรือว่าคุณมองว่าผู้หญิงต่างจังหวัดจะซื่อๆ เรียบง่ายกว่าผู้หญิงในเมือง เลยไม่น่าจะทำร้ายลูกๆ ของคุณได้”
“คนในเมืองมีความซับซ้อนมากกว่า แล้วก็...อันที่จริงผมไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งงานใหม่อีกเลย แต่เพราะลูกๆ ต้องการคนคอยดูแล ในขณะที่ผมเองก็มีแต่งานยุ่งตลอด ผมก็เลยแค่ลองบอกเงื่อนไขที่ต้องการไปสองสามข้อ ไม่คาดคิดเลยว่าทางหน่วยงานจะจัดการหาคุณมาให้ผมได้รวดเร็วขนาดนี้”
“อย่างน้อยฉันก็ได้เห็นรูปถ่ายของคุณก่อนนะคะ แต่คุณนี่สิ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันหน้าตาเป็นยังไง รูปร่างแบบไหน ไม่กลัวบ้างเหรอคะว่าจะได้ภรรยาที่ไม่ถูกใจจนน่าผิดหวัง”
“ผมไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลย ก่อนที่เราจะได้เจอกัน ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับชีวิตคู่เลยสักนิด สิ่งเดียวที่ผมต้องการคืออยากให้ลูกๆ ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดี”
“ตอบมาตามตรงเถอะค่ะ ที่ทำไปทั้งหมดนี่คือคุณกำลังหาภรรยาให้ตัวเอง หรือกำลังหาพี่เลี้ยงเด็กให้ลูกๆ กันแน่”
“ไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็กนะครับ... ตอนนั้นผมแค่คิดว่า ถ้าผู้หญิงคนนั้นดูแลลูกๆ ของผมเป็นอย่างดี ผมก็จะพยายามทำหน้าที่ของสามีให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของความรู้สึกรักใคร่ฉันสามีภรรยา...ผมคงไม่มีให้แน่ๆ คุณเองก็น่าจะสัมผัสได้ว่าผมเป็นคนเฉยชาในเรื่องความรู้สึกพวกนี้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ...ผมไม่ได้โหยหาความรักหรือความรู้สึกผูกพันจากใครเลย...”
[จบบท]