บทที่ 443: ก็ฉันเอ็นดูลูกสาวฉันนี่นา!
“...แต่ถ้าว่ากันตามตรง ฝีมือของรุ่ยรุ่ยในกลุ่มเด็กด้วยกันก็น่าจะทำคะแนนได้ดีทีเดียวค่ะ”
“การแข่งขันเดี่ยวเครื่องดนตรีพื้นเมืองในมหกรรมศิลปะเยาวชน...” แม่เฒ่าฉีไล้สายตาไปตามตัวอักษรบนหน้าหนังสือพิมพ์ ดวงตาที่เคยเรียบเฉยพลันฉายแววสดใสขึ้นมาทันที “
หลีเป่า นี่...เซวียนจะเข้าร่วมได้จริงๆ อย่างนั้นเหรอจ๊ะ?”
เจียงหลีตอบรับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ได้แน่นอนอยู่แล้วค่ะแม่ ฝีมือของเซวียนผ่านเกณฑ์ที่จะขึ้นแสดงบนเวทีสบายๆ เลยค่ะ แล้วหนูก็มั่นใจด้วยว่าเขาจะต้องถ่ายทอดการแสดงที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้แน่”
เธอหันไปสบตากับเด็กหนุ่มที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ “ว่าไงจ๊ะเซวียนเซวียน มั่นใจพอไหม?”
“ครับ”
ซ่งเซวียนรับรู้ได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในทุกถ้อยคำของเจียงหลี เขาเหลือบมองคุณย่าของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาพยักหน้าให้เจียงหลีช้าๆเป็นการยืนยันคำตอบ
“เห็นไหมคะแม่ เซวียนเซวียนของเราเขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเลยนะ คุณแม่ต้องเชื่อใจในตัวหลานนะคะ!”
“เชื่อสิจ๊ะ! ย่าเชื่อหลานชายคนเก่งของย่าอยู่แล้ว เขาต้องทำได้ยอดเยี่ยมที่สุดแน่นอน” แม่เฒ่าฉีเอื้อมมือไปขยี้กลุ่มผมของหลานชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ดวงตาของท่านทอประกายแห่งความสุขอย่างปิดไม่มิด
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหนูจัดการสมัครให้ทั้งเซวียนเซวียนและรุ่ยรุ่ยไปพร้อมกันเลยดีไหมคะ?” เจียงหลีเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“ดีเลยจ้ะ ให้ลูกจัดการได้เลยนะ” แม่เฒ่าฉีพยักหน้ารับคำ มอบหมายหน้าที่นั้นให้เจียงหลีดูแลอย่างเต็มที่
เมื่อทุกอย่างลงตัวเรียบร้อย เจียงหลีก็ขยับตัวลุกขึ้นยืน “ที่บ้านหนูยังมีอะไรต้องทำอีกนิดหน่อย ขอตัวกลับก่อนนะคะ เดี๋ยวช่วงบ่ายๆ หนูจะแวะมาคุยเป็นเพื่อนคุณแม่อีกทีค่ะ”
“ได้จ้ะ”
ซ่งเซวียนเดินออกมาส่งเจียงหลีจนถึงประตูรั้วหน้าบ้าน เมื่อเขากลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง คุณย่าก็สังเกตเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของหลานชายไม่จางหาย จึงเอ่ยถามขึ้น
“ดีใจมากเลยใช่ไหมที่จะได้ลงแข่ง?”
“ครับ”
เขาไม่ใช่ตัวตลกของใคร เขาจะทำให้ทุกคนที่เคยตราหน้าว่าเขาโง่ได้เห็น ว่าพวกเขาคิดผิด!
เวลานี้ซ่งเซวียนเติบโตและเข้าใจโลกมากขึ้น เขารู้ดีว่าตัวเองมีความแตกต่างจากคนวัยเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นไม่ใช่ความบกพร่องทางสติปัญญา เขาเพียงแค่ป่วย...มีภาวะบางอย่างที่ทำให้เขาไม่ได้สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวเหมือนที่คนอื่นเป็น
แต่ในทางกลับกัน โลกทั้งใบของเขากลับทุ่มเทให้กับเสียงดนตรี โดยเฉพาะท่วงทำนองที่ขับขานจากซอเอ้อร์หู
“ถ้าอย่างนั้นก่อนจะถึงวันแข่ง หนูต้องตั้งใจฝึกซ้อมให้มากๆ เลยนะ” แม่เฒ่าฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
ซ่งเซวียนพยักหน้ารับคำอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยสั้นๆ “ผมจะไปซ้อมเดี๋ยวนี้ครับ”
“ไปเถอะ” ท่านมองตามแผ่นหลังของหลานชายไปพร้อมกับรอยยิ้ม
***
พอเวลาล่วงเลยมาจนเกือบสี่โมงเย็น เจียงหลีก็ไปรับลูกแฝดตัวน้อยจากโรงเรียนอนุบาลแล้วพามาที่บ้านตระกูลซ่งก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นอีกพักใหญ่จึงค่อยวนไปรับลั่วหมิงรุ่ยที่โรงเรียนประถมด้วยความเป็นห่วง เพราะเด็กๆ ยังเล็กเกินกว่าจะปล่อยให้อยู่กันตามลำพังที่บ้านได้
แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและไม่เคยสร้างปัญหา แต่สัญชาตญาณของเด็กก็ยังเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่ดี เธออดกังวลไม่ได้ว่าหากปล่อยไว้ตามลำพัง พวกเขาอาจจะเผลอไปเล่นปลั๊กไฟ หรือซนจนวิ่งเข้าไปในครัวแล้วปัดกาน้ำร้อนที่ตั้งอยู่บนเตาลงมา ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง
“สวัสดีค่ะคุณยาย หานหานกับเวยเวยกลับมาแล้วค่ะ!”
เสียงเล็กๆ ของสองฝาแฝดดังขึ้นพร้อมๆ กับร่างป้อมๆ ที่เดินเตาะแตะตามหลังผู้เป็นแม่เข้ามาในห้องนั่งเล่น ทั้งคู่กล่าวทักทายอย่างสดใส ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในห้องของซ่งเซวียนอย่างรู้งาน
“ดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะหลีเป่า” แม่เฒ่าฉีเชื้อเชิญให้เจียงหลีนั่งพักบนโซฟาตัวเดิม พร้อมกับลุกไปรินน้ำอุ่นๆ มาให้ด้วยตัวเอง
“พอหนูมาถึงทีไร คุณแม่ก็ต้องวุ่นวายหาของมาให้ทุกทีเลยนะคะ” เจียงหลีเอ่ยพลางอมยิ้ม รู้สึกเกร็งเล็กน้อยทุกครั้งที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากท่าน
“ก็แม่เอ็นดูลูกสาวแม่นี่นา ไม่ได้หรือ!”
แม่เฒ่าฉีแสร้งทำตาเขียวใส่ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “อย่าคิดมากเลยน่า ที่แม่ทำนี่ไม่ใช่เพราะเกรงใจอะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะแม่เอ็นดูลูกจริงๆ”
เจียงหลีส่งยิ้มกลับไป “หนูทราบค่ะ แต่ว่า...การที่คุณแม่ดูแลหนูดีขนาดนี้ หนูก็ยังทำตัวไม่ถูกอยู่ดีนั่นแหละค่ะ”
“โอเคๆ แม่ยอมแล้ว ฟังลูกก็ได้ ต่อไปนี้พอลูกมาถึง แม่จะไม่ลุกไปทำอะไรให้ทั้งนั้น อยากกินอะไร อยากดื่มอะไร หรืออยากจะทำอะไรก็ตามใจชอบเลยนะ จัดการเองได้ทั้งหมด ดีพอไหมแบบนี้?”
“ดีที่สุดเลยค่ะ!” เจียงหลีตอบรับอย่างอารมณ์ดี
“เธอนี่จริงๆ เลย! ไม่รู้จักปล่อยตัวปล่อยใจให้สบายเสียบ้าง!” แม่เฒ่าฉีส่ายหน้าเบาๆ แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ต้องเป็นคุณแม่สิคะที่จะต้องสบายเพราะหนู ไม่ใช่ให้หนูมานั่งสบายเพราะผู้ใหญ่เสียหน่อย”
[จบบท]