บทที่ 458: ไม่เสียแรงที่จริงใจ
เจียงหลียิ้มพยักหน้ารับ “มีสิ เดี๋ยวอาสอนถ่ายรูปเอง” เจียงอีหยางฉีกยิ้มกว้าง “เย่! งั้นรอผมเรียนเป็นแล้ว ผมจะถ่ายรูปสวยๆ ให้ปู่กับย่า แล้วก็อาเล็กด้วย”
“ได้จ๊ะ” เจียงหลีหัวเราะรับคำเบาๆ
ทั้งหมดนั่งรถโดยสารประจำทางมาตลอดทางจนถึงบ้านพักข้าราชการ พอเจียงหลีชำเลืองมองนาฬิกาแล้วเห็นว่าใกล้เวลาโรงเรียนประถมเลิกเรียน เธอจึงรีบจัดแจงให้พ่อกับแม่และหลานชายคนโตพักผ่อนในบ้าน ส่วนตัวเองก็รีบขี่จักรยานออกไปรับลั่วหมิงรุ่ย
ที่บ้านพัก ไช่ซิ่วเฟินนั่งพักในห้องนั่งเล่นได้เพียงครู่เดียว ก็ลุกเข้าไปง่วนอยู่ในครัว
เจียงอีหยางรีบเดินตามเข้าไปติดๆ “ย่าครับ ผมช่วย”
“ไม่มีอะไรให้ช่วยหรอก หลานไปนั่งเป็นเพื่อนปู่ที่ห้องนู้นเถอะ ย่าจะตุ๋นเนื้อให้พวกเรากิน แล้วก็นวดเส้นบะหมี่อีกหน่อย”
ในกระสอบป่านใบใหญ่ที่พ่อเจียงแบกมาด้วยนั้น อัดแน่นไปด้วยของป่าตากแห้งสารพัด ทั้งไก่ฟ้า กระต่ายป่า เนื้อเถาจื่อ เห็ดหูหนู และของป่าอื่นๆ อีกเพียบ พูดง่ายๆ ก็คือ การที่ไช่ซิ่วเฟินกับพ่อเจียงเดินทางมาปักกิ่งครั้งนี้ ทั้งคู่ตั้งใจจะมาบำรุงลูกสาวสุดที่รักให้เต็มที่
“มีผมเป็นลูกมือ ย่าจะได้ทำกับข้าวเสร็จเร็วขึ้นไงครับ” เจียงอีหยางยังยืนกรานไม่ยอมไปไหน เขายืนรอฟังย่าสั่งงานอย่างกระตือรือร้น เตรียมพร้อมช่วยงานในครัวเต็มที่
ประมาณสิบนาทีต่อมา เจียงหลีก็ขี่จักรยานพาลั่วหมิงรุ่ยกลับมาถึงหน้าประตูบ้าน “เข้าไปเถอะลูก คุณตากับคุณยาย แล้วก็พี่อีหยางอยู่ที่บ้านนะ” เธอประคองลูกชายลงจากเบาะหลังจักรยานพลางพูดด้วยรอยยิ้ม
“ผมจะเข้าไปพร้อมแม่ครับ” ลั่วหมิงรุ่ยไม่ได้วิ่งนำเข้าไปในลานบ้าน แต่เลือกที่จะเดินเคียงข้างแม่ คอยมองเธอเข็นจักรยาน แล้วสองแม่ลูกก็พากันเดินผ่านประตูรั้วเข้าไปด้านใน
“อาเล็กกลับมาแล้ว!” เจียงอีหยางได้ยินเสียงในลานบ้านก็รีบโผล่ออกมาจากครัว เขาตะโกนทักเจียงหลี แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ อาเล็ก เขาเลยยิ้มกว้าง
“นายคือรุ่ยรุ่ยสินะ ฉันคือพี่อีหยาง”
“แม่เล่าเรื่องพี่ให้ผมฟังระหว่างทางแล้วครับ” ลั่วหมิงรุ่ยกระพริบตาปริบๆ ท่าทางสุภาพเรียบร้อย
“สวัสดีครับพี่อีหยาง ผมชื่อรุ่ยรุ่ยครับ” เด็กน้อยพูดเสียงใสแจ๋ว พลางหันไปมองร่างที่ปรากฏตรงประตูครัว
“สวัสดีครับคุณยาย!”
พอไช่ซิ่วเฟินได้เห็นหน้าหลานชายนอกไส้คนโตคนนี้ เธอก็ดีใจจนยิ้มไม่หุบ “ดีจ้ะรุ่ยรุ่ย เข้าไปนั่งรอในบ้านก่อนนะ ยายกำลังตุ๋นเนื้อให้หนูอยู่ อีกเดี๋ยวก็ได้กินแล้ว!”
“ขอบคุณครับคุณยาย!”
ไช่ซิ่วเฟินหัวเราะเบาๆ “เด็กคนนี้มารยาทดีจริงๆ” ประโยคนี้เธอหันมาพูดกับลูกสาวสุดที่รัก
เจียงหลีซึ่งได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพลางลูบหัวลูกชายคนโต “ใช่ค่ะ หลานชายคนโตของแม่มารยาทดีเป็นพิเศษเลย แต่หลานอีกสองคนของแม่ก็เหมือนกันนะคะ เดี๋ยวแม่ได้เจอพวกเด็กๆ ก็จะรู้เองค่ะ!”
พูดจบ เจียงหลีก็หันไปบอกให้เจียงอีหยังพาหมิงรุ่ยเข้าไปในห้องนั่งเล่นก่อน ส่วนตัวเธอเองก็ขอตัวไปช่วยแม่ทำอาหารในครัว
“ดูท่าว่าปีที่ผ่านมา ลูกสาวแม่คงไม่เสียแรงเปล่าจริงๆ” การที่ลูกสาวสามารถเข้ากับลูกเลี้ยงได้ดี แถมยังได้เห็นเด็กน้อยเรียกเจียงหลีว่า 'แม่' ได้เต็มปากเต็มคำ ทั้งยังแสดงความเคารพต่อลูกสาวของเธอมาก บอกตามตรงว่าไช่ซิ่วเฟินรู้สึกปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอรู้สึกว่าในที่สุด... เจียงหลีก็ไม่เสียแรงที่ทุ่มเทความจริงใจให้ไป
“เด็กๆ ทั้งสามคนที่บ้านดีมากค่ะ ตอนหนูโทรศัพท์ไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ไม่เห็นกับตาก็คงยังไม่วางใจใช่ไหมคะ คราวนี้แม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ก็จะรู้ว่าที่หนูเล่าให้ฟังทุกครั้ง ไม่มีคำไหนโกหกแม่เลย” เจียงหลียืนอยู่ข้างๆ ผู้เป็นแม่ ดวงตาของเธอเปล่งประกายไปด้วยรอยยิ้ม
“แม่กับพ่ออุตส่าห์เดินทางไกลมาจากบ้านเกิดเพื่อมาหา หนูดีใจ๊ดีใจมากเลยค่ะ!”
“แม่ก็เหมือนกัน ไม่ได้เจอกันตั้งปีนึงแล้ว แม่คิดถึงลูกทุกวันเลย แต่ลูกก็รู้ว่าบ้านเราคนมันเยอะ แถมยังต้องไปทำงานที่คอมมูน ไหนแม่ยังมีตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสตรีของกองพลน้อยพ่วงอยู่อีก จะมาหาลูกแต่ละที มันปลีกตัวมายากจริงๆ
คราวนี้พอพ่อของลูกได้รับโทรศัพท์จากลูกเขย พอกลับบ้านมาเล่าให้แม่ฟังเท่านั้นแหละ แม่ก็ไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว อยากจะรีบมาปักกิ่ง มาดูลูกสาวของแม่ให้เต็มตา”
[จบบท]