บทที่ 463: ผิดหวังนิดหน่อย
เอาเถอะ ไม่ใช่แค่พ่อกับแม่ แม้แต่เจียงอีหยางก็เหมือนกัน ทั้งสามคนพร้อมใจกันหันมามองเจียงหลีเป็นตาเดียว พอเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมารอคำตอบ เจียงหลีก็คลี่ยิ้มบางๆ “พอดีมีเพื่อนชวนให้ไปช่วยงานเขาน่ะค่ะ ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไปเป็นพิธีกรรายการสำหรับเด็ก หรือถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือไปเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง”
ยังไม่ทันขาดคำ เสี่ยวหมิงเวยก็ชิงพูดขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ “น้องๆ ที่สถานีฯ ชอบคุณแม่กันใหญ่เลยค่ะ พวกเขาเรียกคุณแม่ว่า ‘คุณครูสาลี่’ กันหมดเลย บอกว่ารักคุณครูสาลี่ที่สุด!”
เสียงของลั่วหมิงรุ่ยก็เสริมขึ้นมาทันควัน “คุณแม่เล่านิทานได้สนุกมากๆ เลยครับ แม้แต่เพื่อนๆ ที่โรงเรียนของผมก็ยังชอบรายการที่คุณแม่จัดมากๆ เลย”
พ่อเจียงที่นั่งฟังอยู่ก็เอ่ยถามขึ้น “แล้วถ้าพวกพ่อไปที่นั่นด้วย มันจะไปรบกวนการทำงานของลูกหรือเปล่า”
ในใจของพ่อเจียงกำลังคิดว่าลูกสาวของตัวเองช่างเก่งกาจจริงๆ สามารถไปเป็นพิธีกรจัดรายการในโทรทัศน์ได้ด้วย เมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ เขาก็ไม่รอให้เจียงหลีตอบอะไร รีบถามคำถามที่คาใจออกมาอีกข้อ “ว่าแต่... แล้วโทรทัศน์ที่บ้านเราล่ะ พ่อจะเปิดดูรายการที่ลูกจัดได้บ้างไหม”
“อันนี้น่าจะยากหน่อยนะคะ แต่ก็ไม่แน่... เดี๋ยวพ่อลองให้หยางหยางเขาจูนสัญญาณดูทีหลังก็ได้ ว่าแต่ปกติที่บ้านเรานี่รับสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ปักกิ่งได้ชัดหรือเปล่า” เจียงหลีตอบพ่อ ก่อนจะหันไปสบตากับหลานชายคนโตที่นั่งอยู่ด้วยกัน
เจียงอีหยางรีบตอบ “รับได้ครับอาเล็ก สัญญาณชัดแจ๋วเลย”
“ถ้างั้นก็ดีเลย เดี๋ยวนายกลับไปแล้วลองค้นหาช่องรายการเด็กของสถานีโทรทัศน์ปักกิ่งดูนะ”
“ครับอา”
เมื่อวางแผนกันเรียบร้อยแล้วว่าช่วงบ่ายจะแวะเข้าไปที่สถานีโทรทัศน์ ขบวนของเจียงหลีที่ออกมาเที่ยวเล่นกันตั้งแต่เช้าก็ตัดสินใจพากันกลับบ้านพัก โดยไม่ได้แวะเที่ยวชมที่ไหนต่ออีก
***
พอกลับมาถึงบ้านพัก เจียงอีหยางก็เดินตามเจียงหลีมา เขายกมือขึ้นเกาหลังศีรษะตัวเองเบาๆ แก้ความประหม่า แล้วจึงเอ่ยปากเรียกอาเล็กของตัวเอง
“อาเล็กครับ...”
เขาเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เจียงหลี ทำท่าทางอึดอัดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “คือ... ผมอยากจะถามอาเล็กหน่อยว่า... อาว่าผมพอจะสมัครเข้าแข่งขันเดี่ยวเครื่องดนตรีที่เขาประกาศนั่นได้ไหมครับ คืออาก็รู้อยู่แล้วว่าผมเป่าขลุ่ยเป็น แล้วก็ยังสีซอเอ้อร์หูได้ด้วย...”
เจียงหลีหันมามองหลานชาย “ทำไมจะสมัครไม่ได้ล่ะ เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวช่วงบ่ายตอนที่อาเข้าไปที่สถานีโทรทัศน์ อาจะจัดการลงทะเบียนสมัครให้เธอเลย”
ไช่ซิ่วเฟินที่ได้ยินบทสนทนาจึงถามขึ้นมา “หลีเป่า นี่หยางหยางเขาจะเข้าร่วมการแข่งขันนั่นได้จริงๆ เหรอ”
พ่อเจียงก็สำทับ “ถ้ามันลำบากหรือไม่ได้จริงๆ ก็อย่าไปฝืนเลยนะลูก”
เจียงหลีอธิบายให้พ่อกับแม่ฟัง “พ่อคะ แม่คะ คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้นะคะ กติกาเขามีอยู่ว่า ขอแค่ผู้สมัครอายุไม่เกิน 17 ปี แล้วก็มีความสามารถในการเล่นเดี่ยวเครื่องดนตรีพื้นเมือง ใครๆ ก็มีสิทธิ์สมัครได้ทั้งนั้นค่ะ”
“หา... อย่างนั้นก็...” ไช่ซิ่วเฟินอุทานเบาๆ “...นี่หยางหยางอีกแค่ครึ่งเดือนก็จะอายุครบ 18 ปีเต็มแล้วนี่นา...”
สิ้นคำพูดนั้นของไช่ซิ่วเฟิน บรรยากาศในห้องนั่งเล่นก็พลันเงียบสงัดลงไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง เจียงอีหยางก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นเอง “ดูท่าทางผมคงจะหมดสิทธิ์เข้าร่วมแล้วล่ะครับ... อาเล็กครับ อาลืมๆ ที่ผมพูดเมื่อกี้ไปเถอะนะครับ ถือว่าผมไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน”
เจียงหลีมองหน้าหลานชาย “หยางหยาง เธอรู้สึกผิดหวังมากใช่ไหม”
“ถ้าถามว่าผิดหวังไหม มันก็มีบ้างครับ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ในเมื่อเขามีเงื่อนไขกติกาตั้งเอาไว้ชัดเจนแล้ว ผมอายุเกินเกณฑ์ที่เขากำหนด มันก็เลยสมัครไม่ได้ จริงๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรต้องให้พูดถึงมากหรอกครับ”
พอพูดจบ เจียงอีหยางก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงได้จริงๆ เขากลับมายิ้มแย้มสดใสร่าเริงเหมือนอย่างที่เคยเป็น
“อาก็ว่าอย่างนั้นแหละ เอาเข้าจริงมันก็ไม่มีอะไรเลย โอกาสในการแข่งขันลักษณะนี้ในอนาคตมันจะมีเข้ามาอีกเยอะแยะถมไป ถึงครั้งนี้หยางหยางจะพลาดไปเพราะคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ แต่เธอวางใจได้เลย ถ้าคราวหน้ามีโอกาสดีๆ ที่เหมาะสมอีก อาไม่ลืมที่จะรีบมาบอกเธอเป็นคนแรกแน่นอน!”
เจียงหลียังคงยิ้มให้หลานชาย จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืน “งั้นเดี๋ยวอาไปเอาซอเอ้อร์หูมาก่อน ตอนนี้เรามาให้หยางหยางสีซอให้พวกเราฟังสักเพลงเพราะๆ ถือเป็นการซ้อมใหญ่ว่าได้เข้าร่วมการแข่งขันนั่นไปเลย อาว่าแบบนี้ดีไหม”
เธอทอดสายตามองหลานชายคนโต แล้วพูดเสริมขึ้นอีก “แล้วเดี๋ยวอาเองก็จะสีสักเพลงเหมือนกัน ถือว่าเรามาประลองฝีมือกันหน่อยเป็นไง โดยมีคุณปู่ คุณย่า แล้วก็รุ่ยรุ่ยกับน้องๆ อีกสองคนเป็นกรรมการตัดสิน”
“ครับอา!” เจียงอีหยางยิ้มกว้างพลางพยักหน้ารับคำ
เจ้าก้อนแป้งลั่วหมิงหานรีบให้กำลังใจ “พี่ใหญ่หยางต้องสู้ๆ นะครับ! จะบอกให้ว่าคุณแม่ของผมสีซอเอ้อร์หูเก่งสุดๆ ไปเลย!”
เจียงอีหยางหัวเราะร่า “ได้ พี่ใหญ่คนนี้จะแสดงฝีมือออกมาให้เต็มที่ที่สุดไปเลยคอยดู!”
ลั่วหมิงรุ่ยขยับเข้ามาผสมโรง “งั้นเดี๋ยวผมขอเข้าร่วมการประลองฝีมือกับพี่ใหญ่หยางและคุณแม่ด้วยคนนะครับ”
เสี่ยวหมิงเวยตื่นเต้น ปรบมือเสียงดัง “เอาเลย! เอา-เลยค่ะ!”
พ่อเจียงกับไช่ซิ่วเฟินได้แต่มองหน้ากัน ทั้งสองคนต่างก็มีแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความโล่งอกโล่งใจ อันที่จริงก่อนหน้านี้ทั้งคู่ค่อนข้างกังวลอยู่เหมือนกันว่าหลานชายคนโตจะคิดมากเก็บเรื่องคุณสมบัติไม่ผ่านไปใส่ใจ แต่พอเห็นว่าตอนนี้อารมณ์ของเจียงอีหยางกลับมาเป็นปกติ สดใสได้เหมือนเดิมแล้ว ทั้งสองคนก็เลยสบายใจขึ้นมาก
[จบบท]