บทที่ 464: ปล่อยวาง
ก็แน่ล่ะ ตั้งแต่เล็กจนโตเจียงอีหยางไม่เคยเจอเรื่องผิดหวังเลยสักครั้ง ถ้าเกิดไอ้เรื่องที่เผลอพูดออกมาลอยๆ วันนี้ดันไปกระทบกระเทือนจิตใจจนเกิดผลเสียอะไรขึ้นมา พ่อเจียงกับภรรยาก็คงไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น เพราะนี่คือหลานชายคนแรกของพวกเขา สองคนคาดหวังกับอนาคตของเด็กคนนี้ไว้สูงมากทีเดียว
เจียงหลีที่เพิ่งถือซอเอ้อร์หูออกมาจากห้องหนังสือพอดีก็ได้ยินเสียงเล็กๆ ใสๆ ของลูกสาว “แม่คะ พี่ใหญ่ก็อยากแข่งกับแม่แล้วก็พี่หยางด้วยค่ะ!”
เธอชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “ได้สิจ๊ะ!”
“พี่หยางเริ่มก่อน หรือผมเริ่มก่อนดีครับ” ลั่วหมิงรุ่ยหันไปถามลูกพี่ลูกน้อง เจียงอีหยางเลยตอบกลับมา “นายเด็กกว่า นายเริ่มก่อนเลย”
ลั่วหมิงรุ่ยพยักหน้ารับ เขาเดินไปนั่งบนเก้าอี้พนักพิงตัวเล็กที่เจียงหลีเตรียมไว้ให้กลางห้องนั่งเล่น เจียงหลียื่นซอเอ้อร์หูให้เจ้าตัวเล็ก “สู้ๆ นะลูก!”
เด็กชายรับซอมาด้วยใบหน้าจริงจังก่อนจะขานรับในลำคอ “ครับ”
“เพลงที่ผมจะเล่นให้ทุกคนฟังคือ ‘บ่อเอ้อร์เฉวียนสะท้อนเงาจันทร์’ ครับ!” ลั่วหมิงรุ่ยลุกขึ้นยืน ถือซอเอ้อร์หูไว้ในมือ แล้วโค้งคำนับให้กับผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ซึ่งก็คือคุณตาคุณยาย คุณแม่ พี่หยาง รวมถึงน้องชายกับน้องสาวฝาแฝด
ฝาแฝดทั้งสองคนปรบมือแปะๆ เจียงหลี พ่อเจียง และคนอื่นๆ ก็ยิ้มและปรบมือตามไปด้วย
ลั่วหมิงรุ่ยกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม เขาจัดท่าทางแล้วเริ่มบรรเลงเพลงอย่างชำนาญ พ่อเจียงที่นั่งฟังอยู่ถึงกับตาโตด้วยความทึ่งตั้งแต่ได้ยินแค่ท่อนแรกๆ
เจียงอีหยางตั้งอกตั้งใจฟังเป็นอย่างดี พอรุ่ยรุ่ยเล่นจบ เขาก็ชมเปาะ “รุ่ยรุ่ยเล่นเก่งมาก!” เด็กชายลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วโค้งขอบคุณ “ขอบคุณทุกคนสำหรับเสียงปรบมือนะครับ!”
“ทีนี้ตาผมบ้าง” เจียงอีหยางรับซอเอ้อร์หูมาจากมือของลั่วหมิงรุ่ย เขาเลือกเล่นเพลง ‘บ่อเอ้อร์เฉวียนสะท้อนเงาจันทร์’ เหมือนกัน พอบรรเลงจบ เสียงปรบมือในห้องนั่งเล่นก็ดังเกรียวกราว
“หยางหยางเล่นได้เยี่ยมมาก!” เจียงหลีชม ส่วนเจ้าก้อนแป้งลั่วหมิงหานก็บอกว่า “พี่หยางเล่นเก่งสุดยอดไปเลยครับ!” ตามด้วยเสี่ยวหมิงเวย “พี่ใหญ่กับพี่หยางเล่นเก่งสุดๆ ทั้งคู่เลยค่ะ!”
“จริงๆ แล้วผมเล่นสู้รุ่ยรุ่ยไม่ได้หรอกครับ ตอนผมอายุเท่ารุ่ยรุ่ยยังเล่นเพลงนี้แบบติดๆ ขัดๆ อยู่เลย ไม่เหมือนรุ่ยรุ่ยที่เมื่อกี้เล่นได้เพราะมาก แถมดูแล้วน้องน่าจะเรียนมาไม่นาน แต่ฝีมือกลับคล่องแคล่วชำนาญขนาดนี้” เจียงอีหยางพูดออกมาจากใจจริง
แต่ลั่วหมิงรุ่ยส่ายหน้า เขาพูดด้วยท่าทีจริงจัง “ผมเล่นไม่ดีเท่าพี่หยางครับ ผมฟังเสียงดูก็รู้แล้ว”
เจียงอีหยางลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ พร้อมกับยิ้ม “นายยังเป็นเด็ก แต่พี่เป็นเด็กโตแล้ว พวกเราเอามาเทียบกันไม่ได้หรอก” เขาหยุดไปแป๊บหนึ่งก่อนจะหันไปทางเจียงหลี “อาเล็กครับ เอาจริงๆ ต่อให้ผมลงแข่ง ผมก็คงไม่ติดอันดับอะไรกับเขาหรอก”
เจียงหลีเลิกคิ้ว “...”
เจียงอีหยางแก้มแดงนิดๆ “ผมเคยฟังน้องเซวียนเล่นเพลง ‘บ่อเอ้อร์เฉวียนสะท้อนเงาจันทร์’ ครับ เขาเล่นได้ดีกว่าผมชัดเจนเลย”
“ก็ดี งั้นเธอรู้ตัวไหมว่าตัวเองยังขาดตกบกพร่องตรงไหน”
เจียงอีหยางพยักหน้า “รู้ครับ”
เจียงหลีจึงพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้นก็หาเวลาซ้อมให้มันเยอะๆ หน่อยจะได้พัฒนาฝีมือตัวเองขึ้น”
“ครับ ผมจะพยายามครับ”
“ซ่งเซวียนเล่นเก่งจริงๆ นะ เด็กคนนั้นเรียนมานานแค่ไหนแล้วล่ะ” พ่อเจียงหันมาถามเจียงหลีอย่างไม่ต้องสงสัย
“ปีกว่าๆ ค่ะ ก็ตั้งแต่ตอนที่หนูย้ายมาปักกิ่งได้ไม่นาน เซวียนเซวียนก็มาเริ่มเรียนกับหนู” เจียงหลียิ้ม “ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ ต้องบอกว่าเซวียนเซวียนเขามีหัวทางดนตรีมากๆ เลยค่ะ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์ของเขาเลย พอมาเรียนซอเอ้อร์หูกับหนูแป๊บเดียวก็จับเทคนิคการเล่นได้แล้ว แค่ประมาณ 2 รอบก็เล่นเพลงใหม่ได้คล่องปรื๋อเลยค่ะ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เด็กคนนี้ก็เก่งกาจไม่เบาเลยนะ!” พ่อเจียงพยักหน้าเห็นด้วย แต่ไช่ซิ่วเฟินกลับพูดขึ้นมาว่า
“แม่ว่าซ่งเซวียนคนนั้นก็เล่นพอๆ กับหยางหยางแล้วก็รุ่ยรุ่ยบ้านเรานั่นแหละ”
[จบบท]