บทที่ 471: ความรู้สึกเสียใจ
“บอกให้รอหน่อยก็ไม่รอ นายรีบเดินไปไหนเนี่ย เร็วจริงๆ”
เหอเหว่ยที่เพิ่งล้างปิ่นโตเสร็จรีบวิ่งเหยาะๆ ตามมา เขายังสะบัดหยดน้ำที่เกาะอยู่บนปิ่นโตไปด้วยระหว่างที่วิ่งมาเทียบข้างเหวินซือหย่วน ทั้งสองคนเดินเคียงกันมุ่งหน้ากลับไปยังเขตหอพัก
เหวินซือหย่วนไม่ได้หันมามอง “นายก็ไม่ใช่เด็กๆ กลับหอพักเองไม่ถูกหรือไง”
เหอเหว่ยสังเกตเห็นท่าที “โอ้โห อารมณ์ขุ่นมาเลย! บอกมาสิ ว่าใครมันบังอาจมาทำให้นักวิจัยเหวินของพวกเราอารมณ์ไม่ดีได้”
“ก็นายนั่นแหละที่พูดไม่หยุด ฉันไม่น่าปากพล่อยไปชวนหัวหน้ากลุ่มลั่วคุยเรื่องซุบซิบเลย” เหวินซือหย่วนรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป ปกติเขาไม่ใช่คนปากเปราะหรือพูดมากอะไร แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเมื่อกี้ทำไมถึงคุมตัวเองไม่อยู่ ดันวิ่งตามลั่วเยี่ยนชิงไปเปิดประเด็นเรื่องนั้นจนได้!
ผลที่ตามมาก็คือ โดนอีกฝ่ายสวนกลับมาประโยคเดียวแบบนิ่มๆ แต่เจ็บไม่เบา มันเป็นประโยคที่เรียบๆ ไม่มีอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
“อะไรนะ? นายไปซุบซิบกับหัวหน้ากลุ่มลั่วเนี่ยนะ? ฉันขอถามหน่อยเถอะนักวิจัยเหวิน นี่นายเพิ่งรู้จักหัวหน้ากลุ่มลั่ว หรือศาสตราจารย์ลั่วของพวกเราแค่วันเดียวหรือไง”
เหอเหว่ยทำเสียงสูง “ผู้ชายคนนั้นน่ะ ในหัวเขามีเรื่องอื่นด้วยเหรอกจากเรื่องงาน? เรื่องนี้ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น แต่นายก็ยังอุตส่าห์ดันทุรังเดินไปชนกำแพงเอง มิน่าล่ะ อารมณ์ถึงได้บูดบึ้งกลับมาแบบนี้”
เหอเหว่ยพูดจบก็ส่ายหน้าไปมาด้วยท่าทางกวนๆ
“ฉันดูใจแคบขนาดนั้นเชียว?”
เหวินซือหย่วนหันไปถลึงตาใส่เพื่อน เขาแค่รู้สึกขายหน้าหน่อยๆ เท่านั้น ไม่ได้เก็บเอาคำพูดประโยคเดียวของลั่วเยี่ยนชิงมาคิดเล็กคิดน้อยจนเป็นอารมณ์อะไรเลย
“ไม่แคบๆ ไม่เลย ฉันต่างหากที่ใจแคบ ตกลงนายไปซุบซิบเรื่องอะไรกับหัวหน้ากลุ่มลั่วมาล่ะ เล่ามาซิ”
เหอเหว่ยแสดงความอยากรู้อยากเห็นเต็มที่
เหวินซือหย่วนตอบปัด “อยากรู้ก็คิดเอาเอง”
เหอเหว่ยเลยลองเดาดูจริงๆ เขาใช้ความคิดอยู่แวบหนึ่งก่อนจะร้องออกมา “นาย... นายคงไม่ได้เอาเรื่องที่อาจารย์เสิ่นแต่งงานใหม่ไปพูดนักวิจัยลั่วหรอกนะ?”
เหวินซือหย่วนเงียบไป นั่นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าเหอเหว่ยเดาถูก
“โอ๊ยตาย! ฉันไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาว่านายแล้วจริงๆ” เหอเหว่ยยกมือกุมขมับ
“นายก็รู้อยู่เต็มอกว่าหัวหน้ากลุ่มนักวิจัยลั่วของเราน่ะ เขาหลบอาจารย์เสิ่นยิ่งกว่าหลบเชื้อโรคเสียอีก แต่นายก็ยังกล้าไปพูดเรื่องของอาจารย์เสิ่นต่อหน้าเขา นี่มันจงใจหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวชัดๆ เลย!”
เหอเหว่ยบ่นอุบอิบไม่หยุด “แต่มันก็น่าแปลกจริงๆ นะ ว่าไหมล่ะ? อาจารย์เสิ่นคนนี้ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่สถาบันวิจัยของเรา สายตาก็คอยจับจ้องแต่หัวหน้าลั่วมาตลอด แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงได้ตัดสินใจแต่งงานใหม่แบบฟ้าผ่าขนาดนี้?
หรือว่า... ในที่สุดเธอก็ยอมรับความจริงได้แล้วว่าเรื่องระหว่างเธอกับหัวหน้ากลุ่มลั่วน่ะมันเป็นไปไม่ได้ ก็เลยรีบฉวยโอกาสตอนที่อายุยังไม่เยอะ หาที่เกาะใหม่ให้ตัวเองซะ?”
เหวินซือหย่วนเหลือบมองเพื่อนด้วยสายตาแปลกๆ “ถ้านายกล้า นายก็เอาคำพูดเมื่อกี้ไปพูดต่อหน้าอาจารย์เสิ่นเขาสิ”
“อ้าว นี่เราซุบซิบกันแค่สองคน ฉันจะบ้าจี้ไปพูดต่อหน้าเจ้าตัวเขาทำไมเล่า? นายเห็นฉันเป็นไอ้ทึ่มหรือไง” เหอเหว่ยค้อนให้วงหนึ่ง ก่อนจะปิดปากเงียบไม่เซ้าซี้อะไรต่อ
ในขณะเดียวกัน อาจารย์เสิ่นที่เหอเหว่ยเพิ่งพูดถึงนั้น หลังจากแยกทางกับลั่วเยี่ยนชิง เธอก็รีบจ้ำอ้าวกลับมาที่หอพักของตัวเองทันที
เสิ่นอวิ๋นนั่งลงบนขอบเตียง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก เหม่อมองใบไม้ที่กำลังร่วงหล่นจากต้น ในใจเธอมันสับสนวุ่นวายไปหมด
เธอยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงได้ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง จู่ๆ ก็ตกลงยอมไปนัดบอดตามที่พ่อแม่จัดการให้ แล้วที่ยิ่งกว่านั้นคือ ดันทำอะไรวู่วามอีกรอบ หลังจากที่ได้เจอกับผู้ชายคนนั้นแค่เพียงครั้งเดียว ก็พากันไปจดทะเบียนสมรสเมื่อวานนี้ กลายเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายไปซะแล้ว
ความจริง เมื่อวานนี้หลังจากจดทะเบียนเสร็จ เธอควรจะค้างคืนที่บ้าน แต่เธอกลับดึงดันอ้างเหตุผลว่างานที่สถาบันวิจัยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญและยุ่งมาก ไม่สามารถปลีกตัวอยู่ที่บ้านได้
เธอไม่ยอมค้างที่นั่นแม้แต่คืนเดียว คว้ากระเป๋าได้ก็ตรงดิ่งกลับมาที่สถาบันวิจัย
ถ้าให้พูดตามตรง ตอนที่ก้าวเท้าเดินออกมา เธอยังไม่กล้าพอที่จะหันไปมองสีหน้าสามีหมาดๆ ของตัวเองด้วยซ้ำ
ช่างมันเถอะ! ก็แค่คนสองคนที่ดื้อดึงขัดใจครอบครัวไม่สำเร็จ สุดท้ายก็ต้องมาลงเอยด้วยการถูกจับคู่ให้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปวันๆ
ฝ่ายนั้นเขามีลูกสาวติดมาหนึ่งคน ส่วนเธอเองก็มีลูกชายอีกหนึ่งคน ตอนนี้ในเมื่อพวกเขาเป็นสามีภรรยากันแล้ว มันก็เหมือนกับว่ามีลูกครบทั้งชายและหญิง... ก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้!
ตราบใดที่เขาไม่ได้รู้สึกแย่อะไรกับการแต่งงานครั้งนี้ เธอก็จะไม่ปริปากบ่นอะไร ต่อจากนี้ไปก็แค่ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมั่นคงต่อไปก็พอ
แต่... แต่ทำไมในใจเธอมันยังรู้สึกขัดๆ ตะขิดตะขวงไม่สบายใจอยู่แบบนี้นะ...
เสิ่นอวิ๋นหลับตาลงนิ่งๆ พยายามจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง ครู่ใหญ่ผ่านไป เธอก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ในดวงตาของเธอกลับมามีความแน่วแน่และชัดเจน
เธอตัดสินใจลุกขึ้นยืน ปิดประตูหอพัก แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่นจริงจัง จุดหมายของเธอคือห้องทดลอง
ดูเหมือนว่าเสิ่นอวิ๋นได้สะบัดความคิดฟุ้งซ่านวุ่นวายใจทั้งหมดทิ้งไปได้แล้ว ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ในสายตาและในหัวใจของเธอ จะมีที่ว่างให้กับเรื่องงานเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
[จบบท]