บทที่ 485: เขาตามมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำไม่ใช่เหรอ?
“...ส่วนหยางหยางก็รับผิดชอบรับส่งรุ่ยรุ่ยกับน้อง ๆ ทุกวัน พ่อกับแม่ก็ดูแลเรื่องอาหารการกินสามมื้อ มีแต่ฉันนี่แหละค่ะที่เป็นคนว่างงาน... ค่ะ ๆ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะบอกขอบคุณ พ่อแม่กับหยางหยางแทนคุณนะคะ... สวัสดีค่ะ คุณรีบไปทำงานเถอะ”
เจียงอีหยางรอจนอาเล็กพูดจบ จึงค่อย ๆ วางหูโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิมของเครื่องโทรศัพท์แบบตั้งโต๊ะ เสียงพลาสติกสีดำกระทบกันดังแกร๊กเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าการสนทนาทางไกลสิ้นสุดลงแล้ว
เจียงหลีเอนหลังพิงพนักโซฟาจนเต็มแผ่นหลัง แม้เรี่ยวแรงจะยังไม่กลับมาเต็มร้อย แต่ดวงตาหงส์คู่งามที่เคยอ่อนล้าเมื่อครู่ ตอนนี้กลับเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความสุขจนปิดไม่มิด เธอยิ้มกว้าง หันไปทางพ่อกับแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม
“พ่อคะ แม่คะ เมื่อกี้ลั่วเยี่ยนชิงฝากฉันมาสวัสดีพวกท่านค่ะ แล้วก็...ฝากขอบคุณพ่อกับแม่มาก ๆ ที่อุตส่าห์มาช่วยดูแลฉันที่บ้านช่วงนี้”
จากนั้นเธอก็หันไปมองหลานชายที่ยังยืนทำหน้าบวม ๆ คอยประคองอยู่ข้างโซฟาไม่ห่าง “ส่วนเธอ... หยางหยาง อาเขยของเธอก็ฝากอามาทักทายเธอด้วยเหมือนกัน แล้วก็ขอบคุณเธอมาก ๆ ที่ช่วงนี้อุตส่าห์ช่วยอารับส่งรุ่ยรุ่ยกับน้อง ๆ ไปกลับโรงเรียนทุกวัน”
เจียงอีหยางยกมือขึ้นลูบแก้มที่ยังบวมเป่งของตัวเองเบา ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนรู้สึกตึง ๆ ที่มุมปาก “โธ่... อาเขยนี่เกรงใจเกินไปแล้วครับ ผมก็แค่ไปรับไปส่งหลาน ๆ เอง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง แล้วผมก็เต็มใจทำด้วยซ้ำ ไม่เห็นจะต้องขอบคุณอะไรเลยครับ!”
“นั่นสิ เสี่ยวลั่วเกรงใจเกินไปแล้วจริง ๆ!” ไช่ซิ่วเฟินพยักหน้าเห็นด้วยกับหลานชายเป็นอย่างยิ่ง “แม่กับพ่อก็ต้องกินข้าวอยู่แล้วทุกมื้อ ทำกับข้าวเพิ่มอีกหน่อยมันจะไปเหนื่อยอะไรกันนักหนา ไม่ต้องให้เขามาขอบคุณหรอก มันเป็นเรื่องที่พวกเราเต็มใจทำให้ลูกสาวอยู่แล้ว”
พ่อเจียงที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าสำทับ “ แม่ลูกพูดถูกแล้ว เราเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดจาเกรงใจอะไรกันให้มากความ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณอะไรทั้งนั้น”
เจียงหลีมองปฏิกิริยาของทุกคนแล้วก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เธอขยับท่านั่งเล็กน้อย พิงโซฟาในท่าที่สบายขึ้น “คำพูดพวกนี้ เอาไว้พวกท่านเจอหน้าลูกเขยตัวจริงเมื่อไหร่ ค่อยไปพูดกับเขาเองเถอะค่ะ!”
รอยยิ้มบนใบหน้าเธอยังไม่จางหายไปไหน ร่างกายทั้งร่างดูเหมือนจะแผ่รังสีแห่งความสุขและความพึงพอใจออกมา จนคนรอบข้างสัมผัสได้
ไช่ซิ่วเฟินมองลูกสาวคนเล็กด้วยสายตาที่ทั้งรักใคร่และเอ็นดูปนเปกัน “ดูลูกทำท่าเข้าสิ... ท่าทางจะถูกเสี่ยวลั่วตามใจจนเคยตัวแล้วล่ะสิเราน่ะ”
เจียงหลีทำเสียงอ้อนขึ้นจมูกทันที “อ้าว... ก็เขาเป็นสามีหนูนี่คะ เขาตามใจหนู มันก็เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ?”
เธอแกล้งกะพริบตาหงส์ใสแป๋วคู่นั้นปริบ ๆ หันไปมองแม่ที แล้วก็หันไปทางพ่อ “พ่อคะ พ่อว่าจริงไหม? พี่คะ?” เธอหันไปหาเจียงกั๋วอันที่ยืนพิงผนังอยู่เงียบ ๆ คอยระวังความปลอดภัยอยู่ไม่ห่าง
“แล้วหยางหยางล่ะ เธอคิดว่ายังไง?”
พ่อเจียงไม่รอช้า พยักหน้าหงึกหงักรับคำลูกสาวทันที “หลีเป่าพูดไม่ผิด! เสี่ยวลั่วเป็นลูกเขยบ้านนี้ เขาก็ต้องตามใจหลีเป่าของเราสิ! นี่มันถูกต้องที่สุดแล้ว!”
เจียงกั๋วอันที่ใบหน้ายังบวมช้ำก็พยักหน้าผสมโรง “ใช่ครับ สมควรตามใจอย่างยิ่ง”
เจียงอีหยางรีบเสริมทัพอาหญิงสุดตัว “แน่นอนครับ! อาเป็นของล้ำค่าของบ้านเรา ในเมื่ออาเขยได้มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราแล้ว เขาก็ต้องปฏิบัติตัวให้เหมือนพวกเราทุกคน นั่นก็คือ... ต้องตามใจอาที่สุด!”
“เฮ้อ... ดูพวกเธอแต่ละคนเข้าสิ พ่อก็คน ลูกชายก็คน หลานชายก็อีกคน” ไช่ซิ่วเฟินส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะเหลือบตามองค้อนใส่ทั้งสามคนพร้อมกัน
“ฉันยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่าเสี่ยวลั่วไม่ควรตามใจหลีเป่าน่ะ แค่แซวเล่นนิดหน่อยก็ไม่ได้เลยหรือไง”
เธอเบนสายตากลับมาที่ลูกสาว คราวนี้แววตาเปลี่ยนเป็นความห่วงใยอย่างชัดเจน “แล้วนี่... ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง? ยังเพลียมากอยู่หรือเปล่า?”
“เริ่มมีแรงขึ้นมาบ้างแล้วค่ะ ไม่เหมือนตอนแรกแล้ว” เจียงหลีตอบ พลางขยับแขนขาเล็กน้อยเพื่อยืนยันคำพูด
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องที่เธอเพิ่งอธิบายให้สามีฟังไปหมาด ๆ ให้ทุกคนในครอบครัวฟังอีกครั้ง... เรื่องที่เธอมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปมาตั้งแต่เกิด แต่เพราะกลัวจะถูกมองเป็นตัวประหลาด จึงไม่กล้าบอกใคร และเมื่อใดก็ตามที่เธอใช้แรงนั้นมากเกินขีดจำกัด ร่างกายก็จะเข้าสู่สภาวะหมดแรงชั่วคราวแบบนี้
พอเล่าจบ เธอก็เปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อน ทำท่าออดอ้อนน่าสงสารทันที “หนูไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังพวกท่านจริง ๆ นะคะ พ่อ แม่ พี่ ต้องเชื่อหนูนะ หยางหยางก็ต้องเชื่ออาด้วย...
หนูแค่กลัว... กลัวว่าถ้าใครรู้เรื่องนี้ เขาจะมองหนูเป็นตัวประหลาด หนูเลยไม่กล้าบอกเรื่องที่ตัวเองแรงเยอะมาแต่เกิดให้ใครรู้เลย”
ไช่ซิ่วเฟินฟังจบก็ถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ พอได้สติ เธอก็ยื่นมือไปตบต้นแขนลูกสาวเบา ๆ อย่างนึกโมโหไม่จริงจัง “ยัยเด็กโง่เอ๊ย! แม่เข้าใจว่าลูกไม่อยากบอกคนอื่น แต่กับพ่อกับแม่นี่ลูกก็บอกไม่ได้เลยหรือไง? เก็บเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไว้คนเดียวตั้งหลายปี ไม่กลัวว่าตัวเองจะเก็บกดจนป่วยไปหรือไงกัน!”
แววตาของคนเป็นแม่ฉายแววสงสารลูกจับใจ “จำไว้นะ ต่อไปนี้ห้ามใช้แรงเยอะแยะมหาศาลขนาดนั้นอีกเด็ดขาด โดยเฉพาะถ้าอยู่คนเดียว ไม่อย่างนั้น ถ้าพวกเราไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ ลูกเลย แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา... ลูกจะให้พ่อกับแม่ทำยังไง หืม?”
“ฟังแม่นะหลีเป่า! เรื่องนี้สำคัญมาก!” พ่อเจียงพูดเสียงเข้ม ใบหน้าจริงจังกว่าปกติ
เจียงกั๋วอันที่ยืนฟังอยู่ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมไม่แพ้กัน “ใช่เลยหลีเป่า เธอต้องฟังที่แม่พูดนะ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ถ้าวันไหนเธออยู่คนเดียว ไม่มีพวกเราอยู่ด้วย แล้วเกิดเรื่องแบบวันนี้ขึ้นมาอีก พวกเราคงอกแตกตายเพราะเป็นห่วงเธอแน่ ๆ!”
“อาครับ ผมไม่อยากให้อาเป็นอะไรไป!” เจียงอีหยางที่ปกติจะร่าเริงก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ในเมื่ออารู้ตัวอยู่แล้วว่าถ้าออกแรงมากเกินไป มันจะเกิดอาการแบบวันนี้ อาครับ อาต้องจำคำที่ปู่ ย่า แล้วก็อาเล็ก(กั๋วอัน) พูดเตือนในวันนี้ไว้ให้แม่นเลยนะครับ ห้ามใช้แรงเยอะ ๆ โดยไม่จำเป็นอีกเด็ดขาด”
เจียงหลีมองหน้าทุกคนสลับกันไปมา ท่ามกลางสายตาทั้งสี่คู่ที่จ้องมองเธอเขม็งเต็มไปด้วยความรักและความเป็นห่วง เธอก็พยักหน้าลงหนัก ๆ รับคำ
“รู้แล้วค่ะ... หนูรู้แล้ว หนูสัญญา”
[จบบท]