บทที่ 5: ขออนุญาตฉันแล้วเหรอ?
หากการยกตำแหน่งงานที่มั่นคงราวกับชามข้าวเหล็กให้คนรุ่นหลังจะสร้างคลื่นใต้น้ำในครอบครัวได้ถึงขนาดนี้ สู้ตัดปัญหาด้วยการมอบมันให้กับพี่ชายแท้ๆ ที่เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายมาพร้อมกันกับเธอเมื่อปีก่อนเสียเลยจะดีกว่า
เจียงหลีปัดความคิดที่ว่าพี่ใหญ่กับพี่สามซึ่งเป็นเกษตรกรเต็มตัวจะรู้สึกอย่างไรทิ้งไปก่อน ในหัวของเธอวางแผนไว้หมดแล้วว่าหากในอนาคตมีช่องทางเมื่อไหร่ การฉุดดึงครอบครัวของพี่ชายทั้งสองให้มีชีวิตที่ดีขึ้นคือสิ่งที่เธอต้องทำอย่างแน่นอน
ขณะที่เจียงหลีกำลังจะหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง เสียงกลไกไร้อารมณ์ก็พลันดังขึ้นในหัว ก่อนที่สมองจะได้ประมวลผลหรือร่างกายจะทันได้ขยับ เธอก็ถูกสิ่งที่เรียกตัวเองว่าระบบ 【เลี้ยงลูกใช้ชีวิต】 ผูกมัดเข้าเสียแล้ว
ทว่าหญิงสาวกลับมีปฏิกิริยาเพียงน้อยนิด แค่ขมวดคิ้วสวยจนเกิดเป็นรอยย่นจางๆ ที่มองเห็นได้ยากเท่านั้น ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือแปลกใจอื่นใดออกมาอีก
เธอยืนสงบนิ่งอยู่กลางห้องนอนของตัวเอง สายตาทอดมองมุ้งสีขาวสะอาดที่แขวนคลุมเตียงคังเอาไว้อย่างเงียบงัน ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่ตู้ไม้ทรงสูงต่ำด้านข้าง บนนั้นมีกระติกน้ำร้อนหุ้มเหล็กสีเขียวทหาร กับแก้วน้ำเคลือบสีขาวพิมพ์สโลแกนตัวอักษรสีแดงสดว่า "ตั้งใจเรียน ก้าวหน้าทุกวัน" วางคู่กันอยู่
ข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้มีทั้งเก่าและใหม่ปะปนกันไป แต่ทุกชิ้นล้วนเป็นสิ่งที่คนในบ้านตั้งใจจัดหามาให้เจ้าของร่างเดิมโดยเฉพาะ แม้แต่ของที่ดูเก่าเก็บอย่างตู้ไม้ใบใหญ่นี้ ก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ครอบครัวลงทุนจ้างช่างไม้ฝีมือดีในหมู่บ้านมาสร้างให้เธอเป็นพิเศษ ตั้งแต่ตอนที่เจ้าของร่างเดิมอายุได้เพียง 7-8 ขวบ
ยอมรับตามตรงว่าภาพของประดับตกแต่งภายในห้องที่อบอวลไปด้วยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ผสานกับสายตาเอ็นดูและห่วงใยอย่างจริงใจที่เธอเพิ่งได้รับจากทุกคนในห้องโถงเมื่อครู่นี้ ทำให้เจียงหลีสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าทุกคนในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าจะผู้ใหญ่หรือเด็ก ต่างก็รักและทะนุถนอมเจ้าของร่างเดิมคนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ
ขนาดบรรดาพี่สะใภ้ที่ถือเป็นคนนอกซึ่งเพิ่งแต่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ในแววตาของพวกเธอก็ปราศจากความรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
อาจเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมเป็นเด็กช่างพูดช่างเจรจา ทั้งยังมีรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดาตัวน้อยๆ ที่หลุดออกมาจากภาพวาด ความสวยของเธอเจิดจรัสเสียจนน่าตะลึง ชนิดที่ว่าใครได้เห็นเป็นต้องหยุดหายใจ และเกิดความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ จนอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดที่ตัวเองมีให้แก่เธอ
เจียงหลีไม่แปลกใจเลยสักนิดกับปรากฏการณ์นี้ เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความรักในสิ่งสวยงามเป็นธรรมดา ใครกันเล่าจะสามารถต้านทานเสน่ห์ของเด็กสาวที่ทั้งงดงามและมีวาจาหวานล้ำราวกับนางฟ้าจำแลงได้
แต่ในโลกนี้ย่อมไม่มีอะไรแน่นอนตายตัว สำหรับคนที่มีใจริษยาเป็นทุนเดิมและรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าอยู่ลึกๆ แล้ว ความงามและความรักที่เจ้าของร่างเดิมได้รับ คงเป็นหัวข้อสนทนาชั้นดีให้พวกเขานำไปนินทาว่าร้ายได้อย่างสนุกปาก
【พี่สาวครับ ทำไมพี่สาวไม่คุยกับตุนตุนเลยล่ะครับ】
เสียงกลไกที่เคยเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดู ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นเสียงของระบบนั่นเอง ในตอนแรกมันคาดหวังว่าการปรากฏตัวอย่างกะทันหันจะสร้างความฉงนสงสัยหรือความหวาดกลัวให้แก่โฮสต์ได้ แต่ความเป็นจริงกลับตบหน้ามันฉาดใหญ่ โฮสต์ที่มันเลือกผูกมัดกลับนิ่งสนิทราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ระบบสับสนไปหมด!
มันเป็นแค่ระบบมือใหม่หัดขับที่เพิ่งออกมาปฏิบัติภารกิจภาคสนามเป็นครั้งแรก หากทำไม่สำเร็จลุล่วง ไม่ต้องพูดถึงการได้บรรจุเป็นพนักงานประจำเลย ชะตากรรมเดียวที่รออยู่คือการถูกกำจัดและหลอมสร้างขึ้นใหม่
แล้วระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่...จะยังใช่ตัวมันคนเดิมอยู่อีกหรือ
คำตอบนั้นชัดเจนยิ่งกว่าชัด...ไม่ใช่อย่างแน่นอน!
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่เดินทางมาถึงโลกใบนี้และตรวจพบโฮสต์ที่เหมาะสม มันจึงตัดสินใจชิงลงมือก่อนได้รับอนุญาต พร้อมทั้งทำตามคำแนะนำของระบบรุ่นพี่ที่นับถือ ด้วยการตั้งค่าเสียงให้เป็นโทนเย็นชาแบบประธานบริษัทผู้ทรงอิทธิพล เพื่อสร้างความเกรงขามและควบคุมโฮสต์ให้ทำภารกิจสำเร็จลุล่วง แต่ปฏิกิริยาของโฮสต์กลับทำให้มันตระหนักว่า...รุ่นพี่ใจดีคนนั้นดูท่าจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่!
เมื่อสิ้นไร้หนทาง มันจึงต้องเปลี่ยนกลับมาใช้เสียงดั้งเดิมของตัวเอง นั่นคือเสียงเด็กน้อยที่ทั้งนุ่มนิ่มและน่าเอ็นดู
มันได้แต่ภาวนาให้โฮสต์คนนี้เป็นพวกที่หลงใหลในความน่ารัก...ไม่สิ นั่นอาจจะดูเป็นการคาดหวังที่สูงเกินไปหน่อย งั้นขอลดมาตรฐานลงมาอีกนิดก็ได้ ขอแค่ให้เธอเป็นคนที่ไม่เกลียดเด็กก็พอแล้ว
"เธอทำอะไรตามใจชอบเกินไปหน่อยหรือเปล่า ถ้าให้พูดแบบไม่เกรงใจก็คือพวกอันธพาล แต่ถ้าจะให้พูดรักษาน้ำใจหน่อยก็คงเป็นพวกซื่อบื้อ เธอคิดว่าตัวเองจัดอยู่ในประเภทไหนกันแน่ล่ะ"
เจียงหลียังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยน เธอล้มตัวลงนอนตะแคงบนเตียงคัง หันหลังให้กับประตูห้อง เปลือกตาที่มีแพขนตางอนงามค่อยๆ ปิดลงช้าๆ
【หา? พี่สาวครับ ทำไมพี่สาวต้องว่าตุนตุนเป็นอันธพาล แถมยังว่าบื้ออีกด้วยล่ะครับ】
น้ำเสียงของเจียงหลีราบเรียบไร้ความรู้สึก "เธอขออนุญาตฉันแล้วหรือยัง"
【...ขอโทษครับ...พี่สาว ตุนตุนขอโทษครับ...】 เสียงของระบบสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ 【ตุนตุนเป็นแค่มือใหม่ เพิ่งออกมาทำภารกิจครั้งแรกก็เลยตื่นเต้นมากไปหน่อย...ก็เลย...ก็เลยลืมขออนุญาตพี่สาวก่อนน่ะครับ】
เจียงหลียังคงนอนนิ่ง ไม่เอ่ยคำใดตอบกลับ
【พี่สาวยกโทษให้ตุนตุนสักครั้งนะครับ ตุนตุนจะบอกอะไรดีๆ ให้ฟังนะครับ เพียงแค่พี่สาวทำภารกิจที่ตุนตุนมอบให้สำเร็จ ก็จะได้รับทั้งค่าความสุขและของรางวัลมากมายเลยนะครับ ภารกิจพวกนั้นก็ง่ายนิดเดียว พอพี่สาวทำเสร็จ ค่าความสุขที่ได้มาไม่เพียงแต่จะช่วยต่อชีวิตให้พี่สาวได้เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปแลกเป็นแต้มในอัตราส่วน 1:10 เพื่อใช้ซื้อของในร้านค้าระบบได้ด้วย... อ้อ! ของรางวัลแต่ละครั้งก็สุดยอดมากๆ เลยนะครับ! ตุนตุนไม่หลอกพี่สาวหรอกครับ การร่วมมือกับตุนตุนเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของพี่สาวเลยนะจะบอกให้ พี่สาวครับ พูดอะไรกับตุนตุนหน่อยสิครับ นะครับ】
เจียงหลียังคงสงบนิ่งดุจพระสงฆ์ที่เข้าฌานสมาบัติ ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือตอบสนองใดๆ
มอบภารกิจให้เธองั้นรึ
น่าขันสิ้นดี! ในชีวิตที่ผ่านมามีแต่เธอเท่านั้นที่เป็นฝ่ายควบคุมและออกคำสั่งผู้อื่น
ดูท่าทางเจ้าก้อนกลมๆ ในหัวนี่คงอยากจะลองดีกับเธอสินะ
【พี่สาวครับ จากการตรวจสอบของตุนตุนพบว่าร่างกายของพี่สาวมีความบกพร่องมาแต่กำเนิดนะครับ ถ้าพี่สาวปล่อยปละละเลยต่อไป จะอายุไม่ยืนนะครับ...แต่ถ้าพี่สาวตั้งใจทำภารกิจ ก็จะสามารถใช้แต้มซื้อยาเม็ดเสริมพลานามัย หรือสารฟื้นฟูยีนมาใช้เพื่อยืดอายุขัยของตัวเองได้! พี่สาวครับ แค่ 100,000 แต้มก็ซื้อยาเม็ดเสริมพลานามัยได้ 1 เม็ด หรือจะซื้อสารฟื้นฟูยีน 1 หลอดก็ได้เหมือนกันครับ】
ระบบอยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็กลัวว่าโฮสต์คนสวยของมันจะไม่ชอบเด็กขี้แง จึงทำได้เพียงอดกลั้นอย่างสุดความสามารถ พยายามเกลี้ยกล่อมต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้
【พี่สาวครับ ตุนตุนเป็นระบบ "เลี้ยงลูกใช้ชีวิต" นะครับ ภารกิจทั้งหมดเลยง่ายมากๆ อย่างเช่นการอบรมสั่งสอนเด็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคมและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ หรือไม่ก็เป็นงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างการถอนหญ้า เช็ดกระจก กวาดบ้าน ทำกับข้าว ซักผ้าอะไรแบบนี้ครับ การสอนเด็กๆ จะทำให้พี่สาวได้ค่าความสุข ส่วนการทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้พี่สาวได้แต้มสะสมยังไงล่ะครับ...】
"หนวกหู"
คำเดียวสั้นๆ ที่หลุดออกจากริมฝีปากบาง ชาตินี้เธอตั้งใจจะใช้ชีวิตเป็นปลาเค็มให้เต็มที่ เจ้าก้อนนี่เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า
【พี่สาวครับ ถ้าพี่สาวยังไม่ให้ความร่วมมืออีก ตุนตุน...ตุนตุนจะลงโทษพี่สาวจริงๆ นะครับ!】
ระบบพยายามเค้นเสียงเล็กๆ ของมันให้ดูน่าเกรงขามที่สุด แต่สำหรับเจียงหลีแล้ว มันช่างน่าขำขันเสียเหลือเกิน หญิงสาวที่เคยผ่านโลกมาอย่างโชกโชนในชาติก่อน ย่อมสามารถควบคุมสีหน้าและอารมณ์ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"ก็เอาสิ"
เจียงหลีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ยินดียินร้าย
ชีวิตนี้ถือว่าเป็นของแถมที่ได้มาอย่างไม่คาดคิด อยากจะลงโทษอย่างไรก็เชิญตามสบาย หากจะส่งเธอกลับไปสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง ก็ไม่ได้มีอะไรให้ต้องเสียดาย
【พี่สาวครับ การช็อตด้วยไฟฟ้ามันเจ็บปวดมากนะครับ ตุนตุนไม่อยากให้พี่สาวต้องเจ็บปวด...ฮือๆ...ตุนตุนเป็นมือใหม่นะครับ ถ้าทำภารกิจนอกศูนย์บัญชาการครั้งนี้ไม่สำเร็จ ตุนตุนจะถูกทำลายทิ้งนะครับ~】
แววตาของเจียงหลีวูบไหวเล็กน้อย ความสงสารแล่นผ่านเข้ามาในใจเพียงชั่วครู่ เธอครุ่นคิดกับตัวเอง ถึงแม้ว่าชาตินี้จะอยากใช้ชีวิตแบบปลาเค็ม แต่ปลาเค็มก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นปลาเน่าๆ ที่ถูกทิ้งขว้าง
ดังนั้นเธอก็ยังคงต้องดูแลชีวิตประจำวันของตัวเองให้ดี จัดสรรสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่และสะดวกสบาย
‘ปลาเค็ม’ ก็ต้องกินข้าว ต้องมีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ ที่อยู่อาศัยก็ต้องสะอาดสะอ้านถูกสุขลักษณะ รายล้อมไปด้วยดอกไม้และต้นไม้เขียวขจี...
สรุปง่ายๆ คือเธอปรารถนาจะเป็นปลาเค็มระดับพรีเมียมที่เสพสุขกับชีวิต ไม่ใช่ปลาเค็มอนาถาที่นอนรอความตายไปวันๆ
อีกอย่าง ที่บ้านของเธอก็มีเด็กๆ อยู่หลายคนจริงๆ ไหนจะตอนที่เธอต้องเดินทางไปปักกิ่ง ก็ยังมีลูกเลี้ยงอีกสามคนรอให้เธอรับไปดูแลในระยะยาวอีก เมื่อพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว การถูกผูกมัดกับระบบ "เลี้ยงลูกใช้ชีวิต" ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว
"เลิกส่งเสียงดังได้แล้ว แล้วก็อยู่เงียบๆ ไปซะ ส่วนค่าความสุขอะไรนั่นก็จัดการคำนวณไปเอง ถ้าฉันต้องการเมื่อไหร่ จะเป็นคนเรียกเธอเอง"
[จบบท]