บทที่ 500: ตื่นเต้นนิดหน่อย
หลินตันรีบแย้ง "พี่อู๋เยว่คะ เรามันรุ่นเดียวกันชัดๆ จะให้ฉันไปเรียกคนอื่นว่าพี่ได้ยังไง"
อู๋เยว่เหลือบมองญาติผู้น้อง "ฉันไม่สนหรอกนะ ถ้าเธอไม่เรียกเจียงหลีว่าพี่สาว เธอก็ถอยไปยืนไกลๆ เลย" อู๋เยว่รู้ไส้รู้พุงญาติคนนี้ดีกว่าใคร เธอมั่นใจเลยว่าหลินตันก็ไม่ต่างจากเธอ คือเป็นพวกที่เห็นคนหน้าตาดีแล้วขาอ่อน
"พูดง่ายๆ นะ เธอกับฉันน่ะ มันพวก 'เหยียนค่ง' หรือพวกคลั่งรักคนหน้าตาดีเหมือนกันนั่นแหละ!"
"โธ่ พี่คะ ก็อย่าแกล้งฉันสิคะ ฉันเรียกแบบนั้นไม่ออกจริงๆ นะ" หลินตันโอดครวญ พลางหัวเราะกลบเกลื่อน เธอเบนสายตาที่เปล่งประกายไปยังชายหนุ่มที่ยืนเงียบๆ ข้างเจียงหลี "สวัสดีค่ะ"
อันที่จริง ตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาในห้องทำงาน หลินตันก็สังเกตเห็นเจียงอีหยางแล้ว ตอนนั้นเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาตรงหน้า แต่ด้วยความเป็นกุลสตรีที่ต้องสงวนท่าที เธอจึงทำได้เพียงเก็บงำความสนใจไว้ พยายามไม่มองเขามากเกินไป
แต่ตอนนี้ เมื่อได้โอกาสมองเขาตรงๆ หลินตันก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เรียกว่า 'รักแรกพบ' อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ ชายหนุ่มคนนี้ดูสูงโปร่ง สะอาดสะอ้าน แม้จะแต่งตัวธรรมดา แต่ก็ไม่อาจปิดบังความโดดเด่นของเขาได้
เจียงอีหยางพยักหน้ารับอย่างสุภาพ "สวัสดีครับ"
"ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ก็กลับไปทำงานของเธอได้" หลินผิงที่นั่งมองอยู่เงียบๆ เอ่ยขัดขึ้น
ไม่มีใครรู้จักลูกสาวได้ดีเท่าพ่อ ยิ่งเป็นผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน แค่เห็นสายตาที่ลูกสาวใช้มองชายหนุ่มคนนั้น แม้จะพยายามทำตัวให้ดูเป็นธรรมชาติ แต่ความเขินอายเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ก็ปิดไม่มิด เขามีหรือจะไม่เข้าใจว่าเธอกำลังคิดอะไร
เขาจึงจงใจไล่เธอไปทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวแสดงท่าทีที่ไม่เหมาะสมออกไปมากกว่านี้
"อ้าว... ค่ะ!" หลินตันขานรับอย่างเสียดาย เธอหันมาทางอู๋เยว่และเจียงหลี
"งั้นฉันไปก่อนนะคะ พวกพี่มีอะไรก็คุยกับพ่อฉันต่อเถอะค่ะ เสร็จแล้วแวะไปหาฉันที่ห้องซ้อมก็ได้นะ"
"ไม่ต้องเลย ไปๆ รีบไปทำงานได้แล้ว!" อู๋เยว่โบกมือไล่ส่ง
ญาติคนนี้จริงๆ เลยเชียว เธอไม่อยากจะต้องมาปวดหัวทีหลัง ถ้าหลินตันเกิดคลั่งรักจริงจังแล้วมาขอให้เธอช่วยเป็นแม่สื่อ "อายุ 20 กับ 18 มันก็ห่างกันแค่ 2 ปีก็จริง แต่ผู้หญิงอายุเยอะกว่าผู้ชาย ยังไงมันก็ฟังดูไม่ค่อยดีอยู่ดีนั่นแหละ" อู๋เยว่พึมพำกับตัวเองเบาๆ
หลังจากหลินตันเดินคอตกออกไปแล้ว อู๋เยว่ก็พาเจียงหลีและเจียงอีหยางลาหลินผิง ทั้งสามคนเดินออกมาจากตึกสำนักงาน ไปยังโถงด้านหน้าที่ใช้สำหรับรับสมัคร
บริเวณนั้นมีโต๊ะไม้ยาวตั้งอยู่ 2 ตัว มีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ 2-3 คน และมีวัยรุ่นหนุ่มสาวอีกหลายคนยืนเข้าแถวรออยู่ บางคนก็หน้าตาซีดเซียว บางคนก็ท่องโน้ตในมือจนปากขมุบขมิบ ดูท่าทางทุกคนจะตื่นเต้นไม่น้อย
อู๋เยว่พาเจียงอีหยางเดินไปที่โต๊ะลงทะเบียน "สหายคะ มาสมัครทดสอบความสามารถค่ะ"
เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมอง "ชื่ออะไร"
"เจียงอีหยางครับ"
"อายุเท่าไหร่ ความสามารถพิเศษคืออะไร"
"18 ปีครับ เล่นซอเอ้อร์หู"
เจ้าหน้าที่จดข้อมูลลงในสมุดเล่มใหญ่ ก่อนจะฉีกกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เขียนตัวเลขยื่นให้ "หมายเลข 21 ไปรอเรียกชื่อที่หน้าห้องสอบด้านโน้น"
ทั้งสามคนจึงเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้ยาวซึ่งจัดไว้หน้าห้องสอบที่ปิดประตูสนิท
"ตื่นเต้นไหม" เจียงหลียิ้มถามหลานชายคนโต เมื่อเห็นเขาประสานมือไว้บนตักแน่น
เจียงอีหยางสูดหายใจเข้าลึกๆ "นิดหน่อยครับ"
"ไม่ต้องกังวล มันไม่มีอะไรน่ากลัวเลย เธอก็แค่คิดซะว่ากำลังเล่นซอให้พวกเราที่บ้านฟังเหมือนทุกวัน"
เจียงหลีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พยายามช่วยให้เขาผ่อนคลาย "หรือจะนึกถึงเรื่องอะไรก็ได้ที่ทำให้เธอมีความสุข นึกถึงตอนที่เล่นเพลงแล้วรุ่ยรุ่ย หานหาน เวยเวย พากันเต้นตลกๆ ก็ได้ พอถึงคิวเรียกชื่อ ความตื่นเต้นมันก็จะหายไปเอง"
"ครับ" เจียงอีหยางพยักหน้า สีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย
อู๋เยว่ขยับเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบเคล็ดลับส่วนตัวให้ฟัง "นี่ เจียงอีหยาง เธอก็แค่คิดง่ายๆ เลยนะ ว่าไอ้คนที่นั่งอยู่ในห้องน่ะ ฝีมือสู้เราไม่ได้สักคน เรานี่แหละเจ๋งที่สุดแล้ว มั่นใจเข้าไว้ เชื่อฉันสิ พอคิดแบบนี้ปุ๊บ หายตื่นเต้นเป็นปลิดทิ้ง!"
เจียงอีหยางอึ้งไปกับทฤษฎีแปลกๆ ของเธอ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา "ครับ"
พวกเขารออยู่หน้าห้องประมาณ 20 นาที ในที่สุดการสอบก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เสียงเรียกชื่อผู้เข้าสอบดังออกมาจากด้านในทีละคนๆ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งมีเสียงตะโกนว่า "หมายเลข 21 เชิญครับ!"
เจียงหลีกับอู๋เยว่หันมาให้กำลังใจพร้อมกัน "สู้ๆ นะ!"
เจียงอีหยางพยักหน้าแรงๆ "ครับ!"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ยืดอกตรง กอดซอเอ้อร์หูไว้แนบอก ถือป้ายหมายเลขของตัวเองไว้ แล้วผลักประตูห้องสอบเดินเข้าไป
ข้างในห้องเป็นห้องโถงขนาดกลาง ด้านหน้าสุดมีโต๊ะยาวตั้งอยู่ 3 ตัว มีอาจารย์ 3 คนนั่งอยู่ ดูท่าทางจริงจัง คนหนึ่งดูอาวุโสหน่อย สองคนข้างๆ ดูอายุน้อยกว่าเล็กน้อย
"หมายเลข 21 เจียงอีหยาง เชิญแนะนำตัว แล้วเริ่มแสดงได้" อาจารย์คนกลางพูด
"สวัสดีครับอาจารย์ ผมชื่อเจียงอีหยาง อายุ 18 ปี วันนี้จะมาบรรเลงเพลง 'ไซ่หม่า' ครับ"
เขาโค้งคำนับ นั่งลงบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ วางคันชักลงบนสายซอ หลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมสมาธิ จากนั้นเสียงดนตรีก็ดังขึ้น
เสียงซอที่ออกมาในตอนแรกนั้นเร่งเร้าและทรงพลัง ราวกับเสียงฝีเท้าม้าที่กำลังควบตะบึงไปในสนามแข่ง เขานั่งนิ่ง แต่ท่วงทำนองที่บรรเลงออกมากลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและรายละเอียดที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการรูดสายหรือการสั่นนิ้ว ล้วนทำได้อย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ
อาจารย์ทั้งสามคนที่ตอนแรกนั่งพิงพนักเก้าอี้ เริ่มขยับตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปที่ผู้บรรเลงเป็นหนึ่งเดียว พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าเด็กหนุ่มที่ดูเงียบขรึมคนนี้จะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลงที่ดุดันออกมาได้ดีขนาดนี้
เมื่อบทเพลงจบลง เจียงอีหยางลุกขึ้นโค้งคำนับอีกครั้ง
"ทักษะดีมาก" อาจารย์อาวุโสพยักหน้า "กลับไปรอฟังผลนะ"
"ขอบคุณครับอาจารย์"
เจียงอีหยางเดินออกมาจากห้องสอบ ประตูห้องปิดลงเบาๆ เขาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
"กลับบ้านกัน" เจียงหลีที่ยืนรออยู่ ยิ้มกว้างทันทีที่เห็นเขาเดินออกมา เธอไม่ได้ซักไซ้ว่าผลเป็นอย่างไร แค่กวักมือเรียกหลานชายให้เดินมาหา
เจียงอีหยางเดินเข้าไปหา "ครับ"
อู๋เยว่ตบไหล่เขาปุๆ "เก่งมาก" แล้วหันไปชวน "ฉันกลับด้วย พอดีต้องไปรอรถโดยสารประจำทางทางนั้นเหมือนกัน"
"อ้าว ไม่ไปที่ทำงานเหรอ" เจียงหลีถามขณะเดินไปด้วยกัน
อู๋เยว่ส่ายหน้า "ไม่อะ ฉันลาไว้ครึ่งวัน กะว่าตอนนี้จะกลับบ้านไปงีบสักหน่อย แล้วตอนบ่ายค่อยไปเข้ากะตามปกติ"
ทั้งสามคนเดินคุยกันจนออกจากประตูใหญ่ของคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมปักกิ่ง แล้วไปหยุดยืนรอที่ป้ายรถโดยสารประจำทางด้านหน้า รอไม่ถึง 5 นาที รถคันที่เจียงหลีกับหลานชายต้องขึ้นก็ขับเทียบท่าพอดี
"งั้นพวกเราไปก่อนนะ ไว้เจอกันคราวหน้า" ก่อนจะก้าวขึ้นรถ เจียงหลีหันไปยิ้มให้อู๋เยว่ "วันนี้ขอบใจเธอมากนะ!"
[จบบท]