บทที่ 506: หาเรื่อง
ทำไมต้องมาเจอตอนนี้ แล้ว... ย่าอวี๋จะจำแม่ของเธอได้หรือเปล่า
ฟางซู่ก้าวเท้าเข้าบ้านมาด้วยอาการเหม่อลอย หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นส่ำจากเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้า ในสมองเธอมีแต่ภาพของหญิงชราคนนั้นวนเวียนอยู่ จนไม่ทันได้สังเกตว่าในห้องนั่งเล่นมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว เธอมัวแต่คิดว่าจะต้องรีบขึ้นห้องไปตั้งสติ ร่างจึงเดินลิ่วตรงไปยังบันไดทันที
“พ่อ พ่อเห็นหรือยังครับ นี่คุณน้าฟางเขากำลังแสดงให้เห็นว่าไม่เห็นหัวใคร หรือคิดว่าเราสองพ่อลูกเป็นอากาศธาตุไปแล้ว”
เสียงกวนประสาทดังขึ้นจากมุมห้อง เฝิงเซียว ลูกเลี้ยงตัวดีของฟางซู่ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่กับท่านผู้เฒ่าเฝิงผู้เป็นพ่อ เขาเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของแม่เลี้ยงตั้งแต่เดินเข้าประตูมา แถมยังทำเมินเหมือนพวกเขาไม่มีตัวตนอีก เฝิงเซียวโตมากับการหาเรื่องแม่เลี้ยงคนนี้เป็นกิจวัตรอยู่แล้ว มีหรือที่เขาจะปล่อยโอกาสทองนี้ให้หลุดมือ
เสียงเรียกนั้นทำให้ฟางซู่สะดุ้งเล็กน้อย ท่านผู้เฒ่าเฝิงละสายตาจากหนังสือพิมพ์ในมือ มองไปยังภรรยาที่หยุดชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก ฟางซู่หันกลับมามองพวกเขาด้วยสีหน้างุนงง ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าในห้องมีคนอยู่
“มีอะไรเหรอคะ” ฟางซู่ถามเสียงแผ่ว แม้เธอจะไม่ได้ยินชัดเจนว่าเฝิงเซียวพูดอะไร แต่ก็เดาได้ว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ในใจเธอเริ่มขุ่นมัวที่ถูกขัดจังหวะ แต่ก็ยังปั้นหน้าสับสนไว้ เธอเลือกที่จะมองข้ามลูกเลี้ยงตัวปัญหาไปหาสามี
“กลับมาเร็วจังนะ”
ท่านผู้เฒ่าเฝิงเป็นฝ่ายทักขึ้น เขารู้ดีว่าภรรยาคนนี้ถ้าได้ออกไปเดินเล่นเมื่อไหร่ อย่างน้อยต้องมีสามสี่ชั่วโมงถึงจะยอมกลับ แต่ครั้งนี้นับตั้งแต่ออกไปจนกลับมา อย่างมากก็แค่ชั่วโมงครึ่ง แถมยังกลับมามือเปล่า ไม่มีถุงข้าวของอะไรติดมือมาเลยสักใบ มันผิดวิสัยชัดๆ
ฟางซู่รีบยกมือขึ้นกุมขมับ แสร้งทำเป็นอ่อนเพลีย “ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายกะทันหันน่ะค่ะ เวียนหัวนิดหน่อย ก็เลยไม่ได้เดินต่อ”
“อ้าวเหรอ ต้องไปโรงพยาบาลให้หมอดูหน่อยไหม” ท่านผู้เฒ่าเฝิงถามด้วยความห่วงใย
ยังไม่ทันที่ฟางซู่จะได้ตอบ เฝิงเซียวก็ชิงพูดแทรกขึ้นมา เขาเหลือบมองแม่เลี้ยงด้วยหางตา พลางเบ้ปากอย่างไม่ปิดบัง “โถๆ ตอนออกไปหน้าตาสดใสเชียว จู่ๆ กลับมาก็บอกไม่สบาย คุณน้าฟาง นี่คุณคงไม่ได้คิดจะก่อเรื่องอะไรแปลกๆ อีกใช่ไหมครับ”
“เสี่ยวเซียว!” คราวนี้ท่านผู้เฒ่าเฝิงต้องปรามเสียงเข้ม สีหน้าเคร่งขรึม
“พูดกับคุณน้าฟางดีๆ หน่อยสิ!”
“อ้าว ผมพูดไม่ดีตรงไหน” เฝิงเซียวไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขายักไหล่กวนๆ แถมยังกระดิกขาที่ไขว่ห้างอย่างท้าทาย
“ก็ตอนเขาออกไปดูปกติดีทุกอย่างนี่ครับ นี่มันแค่แป๊บเดียวเอง พอกลับเข้าบ้านมา อย่างแรกเลยคือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเรา พอถูกจับได้ก็รีบอ้างว่าไม่สบาย พ่อครับ ก็มีแต่พ่อนั่นแหละที่ดูไม่ออก เชื่อเธอง่ายๆ”
เฝิงเซียวหรี่ตามองแม่เลี้ยงอย่างจับผิด ถ้าเขาเดาไม่ผิด ผู้หญิงคนนี้ต้องไปเจอเรื่องอะไรเด็ดๆ ข้างนอกมาแน่ๆ ดูจากสีหน้าที่ซีดเผือดกับท่าทีที่อยู่ไม่สุขนั่นสิ เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เจอคงไม่ใช่เรื่องเล็ก
หรือว่าไปทำเงินหาย หรือไปตบตีกับใครมา เขานึกสงสัย แต่มั่นใจว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ทำให้เธอเสียขวัญจนอยู่ไม่ติด
“ไปโรงพยาบาลไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันแค่เหนื่อยๆ กลับห้องไปนอนพักสักหน่อยก็คงดีขึ้นแล้ว”
ฟางซู่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเฝิงเซียว เธอจงใจเมินเฉยใส่เขา ไม่อย่างนั้นเธอคงได้อารมณ์เสียจนความดันขึ้นแน่
เธอหันไปปั้นรอยยิ้มอ่อนแรงส่งให้สามี ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไป
“พ่อ คอยดูเถอะ ผมว่าเธอต้องไปเจอดีอะไรมาแน่ๆ ไม่อย่างนั้น คนที่เสพติดการเดินเล่นอย่างเธอ ไม่มีทางที่จะกำลังเพลินๆ แล้วรีบแจ้นกลับบ้านแบบนี้หรอก”
เฝิงเซียวยังไม่วายหันไปยุแยงพ่อต่อ แต่ฟางซู่ทำเป็นหูทวนลม ไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้า เธอก้าวฉับๆ จนร่างหายลับไปตรงหัวมุมบันไดชั้นสอง
“แกนี่จริงๆ เลย จะหุบปากบ้างสักสองสามคำมันจะตายหรือไง” ท่านผู้เฒ่าเฝิงหันมาถลึงตาใส่ลูกชายคนเล็ก
“พ่อรู้ว่าแกไม่ชอบคุณน้าฟางมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ยังไงเขาก็เป็นภรรยาของพ่อ เป็นผู้ใหญ่ของแก ที่สำคัญ เขาอุตส่าห์เลี้ยงดูพวกแกมาตั้งสี่คน ทั้งพี่ชายสองคนของแก ทั้งตัวแก แล้วก็พี่สาวแกอีก มันลำบากนะ...”
เฝิงเซียวชักรำคาญ เขาโบกมือขัดจังหวะทันควัน “โอย พ่อครับ เลิกพูดเรื่องเก่าๆ นี้สักทีเถอะ ผมไม่เคารพเขาตรงไหน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาชอบก่อเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ผมจะไปพูดจากระทบกระเทียบเขาแบบนั้นทำไม”
พอพูดถึงตรงนี้ ไม่รู้ทำไมเฝิงเซียวถึงนึกถึงเฝิงอี้ ลูกชายแท้ๆ ของฟางซู่ขึ้นมาได้ เขากระตุกยิ้มมุมปาก แค่นเสียงเย็นชา แล้วหันไปพูดกับพ่อต่อ
“นั่นไง พูดถึงเรื่องลูก ไอ้เด็กเฝิงอี้มันหนีออกจากบ้านไปเป็นปีแล้ว พ่อเคยถามเมียสุดที่รักของพ่อบ้างไหม ว่าเคยโผล่หน้าไปดูลูกชายแท้ๆ ของตัวเองบ้างหรือเปล่า
ไม่ต้องพูดถึงสองสามเดือนนี้หรอก เอาแค่ครึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้ พ่อเคยเห็นเขากระตือรือร้นไปเยี่ยมมันบ้างไหมล่ะ”
[จบบท]