บทที่ 514: ไม่เข้าใจ
เด็กๆ ทั้งสามคนได้หยุดพักช่วงปิดเทอมฤดูหนาวมาครึ่งเดือนกว่าแล้ว ปกติพวกเขาควรจะกำลังเล่นกันอยู่ในห้องของตัวเองอย่างเงียบสงบ แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงทักทายที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ห้องนั่งเล่น ทั้งสามก็พากันวิ่งกรูกันออกมา
“พี่หยางหยาง! ผมคิดถึงพี่มาก!”
เจ้าก้อนแป้งหมิงหานเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปกอดขาที่ยาวเหยียดของเจียงอีหยางไว้แน่น เขาเงยหน้าเล็กๆ ขึ้น ดวงตาสีดนิลกลมโตคู่นั้นสะท้อนความสุขใจ “พี่กลับมาแล้ว ดีใจจังเลยครับ”
เสี่ยวหมิงเวยที่ตามมาติดๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบเข้ามาเกาะแขนอีกข้าง “หนูก็คิดถึงค่ะ! คิดถึงพี่หยางหยางมากๆ เลย!”
เจียงอีหยางหัวเราะออกมา “พี่ก็คิดถึงพวกเธอมากเหมือนกัน!”
เขาพูดพลางมองไปทางหมิงรุ่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ “รุ่ยรุ่ยไม่คิดถึงพี่บ้างเหรอ?”
“คิดถึงครับ” หมิงรุ่ยพยักหน้าเบาๆ
“มา นั่งลงก่อนดีๆ แล้วค่อยคุยกัน” เจียงหลีบอกหลานชายคนโตให้นั่งลงบนโซฟา
“สามคนนี้เขาถามถึงเธอกันแทบทุกวันเลยนะ ถามอยู่นั่นแหละว่าเมื่อไหร่พี่ชายหยางหยางจะกลับมา อาฟังจนหูจะชาไปหมดแล้วเนี่ย!”
เสี่ยวหมิงเวยรีบหันไปอ้อน “แม่คะ ก็พวกเราคิดถึงพี่หยางหยางจริงๆ นี่คะ!”
“รู้แล้วจ้ะ แม่รู้” เจียงหลีหัวเราะ
“แต่พวกหนูเล่นพูดถึงทุกวี่ทุกวัน แม่คนนี้หูแทบทนไม่ไหวจริงๆ นะ ยายของพวกหนูก็เหมือนกัน ไม่เชื่อลองถามคุณยายดูสิว่ายายหูชาเหมือนแม่หรือเปล่า”
เจ้าก้อนแป้งหมิงหานหันไปหาไช่ซิ่วเฟินทันที “คุณยายครับ คุณยายหูชาไหมครับ?”
ไช่ซิ่วเฟินที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ยิ้มแล้วส่ายหน้า “ไม่นี่จ๊ะ ยายไม่เป็น”
“แม่ครับ! ได้ยินไหมครับ คุณยายบอกว่าหูคุณยายไม่ชาเลยสักนิด!” เจ้าก้อนแป้งหันมาพูดอย่างน่ารัก แถมยังไม่ลืมที่จะแลบลิ้นปลิ้นตาใส่แม่ของตัวเองหนึ่งที
หลังจากทักทายกับน้องๆ และนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เจียงอีหยางก็กวาดตามองไปรอบๆ “อาครับ ทำไมไม่เห็นคุณปู่เลยล่ะครับ? ปกติเวลานี้ท่านน่าจะอยู่บ้านนี่นา”
“อ้อ คุณปู่เธอกลับบ้านเดิมไปแล้ว” เจียงหลีอธิบาย
“วันนั้นที่อากลับมาจากกองถ่ายพอดี วันรุ่งขึ้นคุณปู่เธอก็เก็บของไปเลย อาพยายามรั้งยังไงก็ไม่ยอมอยู่ต่อ” พ่อเจียงนั้นทิ้งความรับผิดชอบในฐานะผู้ใหญ่บ้านของเขาไม่ลงจริงๆ เรื่องนี้เจียงหลีสังเกตเห็นมานานแล้ว
พูดไปแล้ว ตั้งแต่มาปักกิ่งได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ พ่อเจียงก็เริ่มมีท่าทีอยู่ไม่ติด อยากจะกลับบ้านเดิมตลอดเวลา
แต่เพราะใจหนึ่งก็ยังอยากอยู่เจอลูกสาวสุดที่รัก พอนึกว่าถ้ากลับไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ท่านก็เลยต้องฝืนทนเก็บความกังวลเรื่องที่บ้านเดิมเอาไว้ จนกระทั่งวันที่เจียงหลีเสร็จงานจากกองถ่ายกลับมาถึงบ้านพัก พ่อเจียงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ยืนกรานหนักแน่นว่าจะกลับบ้านเดิมให้ได้
“คืนนั้นอาเลยต้องโทรศัพท์ไปที่ที่ทำการกองพลน้อยที่บ้านเรา บอกพี่ชายใหญ่ของเธอเรื่องกำหนดกลับของพ่อ พวกรอเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ อาก็ไปส่งพ่อขึ้นรถไฟกลับบ้าน”
เจียงอีหยางพยักหน้าเข้าใจ “คุณปู่คงห่วงเรื่องที่กองพลน้อยน่ะครับ ท่านเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว”
เจียงหลีเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
ไช่ซิ่วเฟินที่นั่งฟังอยู่พูดขึ้นมาบ้าง “พ่อเธอมันพวกชะตาต้องเหนื่อย อยู่เฉยๆ ไม่เป็น!”
“ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่สุขหรอกค่ะแม่ แต่พ่อเขาความรับผิดชอบสูงต่างหาก” เจียงหลีแย้งเบาๆ
“ยังไงพ่อก็ยังแบกหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านไว้อยู่เต็มบ่า ลองคิดดูสิ ถ้าวันนั้นหนูยังดึงดันให้พ่ออยู่ต่อ ไม่แน่ว่าพ่ออาจจะอึดอัดจนป่วยไปเลยก็ได้!”
“เออ ช่างเขาเถอะ ปล่อยเขาไป! อยากเหนื่อยก็เหนื่อยไป” ไช่ซิ่วเฟินพูดจบ ก็หันไปเล่นหยอกล้อกับเจ้าก้อนแป้งหมิงหานต่อ
บทสนทนาเรื่องพ่อเจียงจบลง เจียงอีหยางก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “อาครับ ผมมีเรื่องสงสัย” เจียงอีหยางเปรยขึ้นมา คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน เจียงหลีได้ยินก็เลยถาม
“สงสัยเรื่องอะไรล่ะ? ลองว่ามาสิ”
“คือ... อาว่าผู้หญิงที่ปักกิ่งนี่เขาเป็นแบบไหนกันเหรอครับ? ทำไมผมรู้สึกว่าพวกเขาแปลกๆ”
“แปลกยังไง?”
“ก็ก่อนที่ผมจะออกจากกองถ่ายกลับบ้านวันนี้น่ะครับ มีสหายหญิงคนหนึ่งที่แสดงด้วยกัน จู่ๆ เธอก็มาบอกว่าเธอชอบผม” เจียงอีหยางเล่า
“อาครับ คือผมกับสหายหญิงคนนั้นน่ะ อย่างมากที่สุดก็แค่ตอนซ้อมบทกันในกองถ่ายเท่านั้นเอง นอกเวลางานหรือส่วนตัวเราไม่เคยติดต่อพูดคุยกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วทำไมเธอถึงคิดจะมาสารภาพความในใจกับผมล่ะครับ?”
คิ้วของเจียงอีหยางขมวดมุ่นจนแทบจะเป็นปม “อาครับ อาว่าผมจะไม่โชคร้ายเหมือนอาห้าเจียงกั๋วอัน ใช่ไหม? ที่จู่ๆ ก็โดนผู้หญิงไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าที่ไหนก็ไม่รู้มาตามตอแยน่ะครับ?”
เจียงหลีฟังจบ เธอยังไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับถามย้อนไป “แล้วเธอบอกผู้หญิงคนนั้นไปว่ายังไงล่ะ?”
เจียงอีหยางตอบ “ผมบอกเธอไปว่า อีก 10 ปีผมถึงจะคิดเรื่องความรักครับ”
เจียงหลีถามกลับ “10 ปีเลยเหรอ? ทำไมถึงนานขนาดนั้นล่ะ?”
“ก็อาเคยบอกผมเองไม่ใช่เหรอครับ ว่าอีกสัก 2-3 ปีจะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย” เจียงอีหยางอธิบายแผนของตัวเอง “ผมก็เลยวางแผนไว้ว่า รอผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ช่วงเวลาที่เรียนจนถึงตอนจบก็ใช้เวลา 4 ปี พอเรียนจบผมก็ต้องเริ่มทำงาน อย่างน้อยๆ ก็ต้องรออีกสัก 3 ปี ให้หน้าที่การงานทุกอย่างมันคงที่เรียบร้อยก่อน ถึงตอนนั้นค่อยมาพิจารณาเรื่องคู่ครอง ผมว่าก็ยังไม่สายนะครับ”
[จบบท]