บทที่ 516: ดูเธอดีใจเข้าสิ
“ไม่มีอะไรหรอก หยางหยางหลานฉันเขาบอกแล้วว่า 10 ปีนี้จะไม่ยุ่งเรื่องความรัก” พอเจียงหลีพูดจบ อู๋เยว่ถึงกับอ้าปากค้างไปพักใหญ่ ก่อนจะถามย้ำ
“นี่ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม หยางหยางพูดแบบนั้นจริงๆ เหรอ”
เจียงหลีพยักหน้ารับเบาๆ “อืม”
อู๋เยว่ยกมือขึ้นมากุมขมับ “ถ้าพูดแบบนี้จริง ลูกพี่ลูกน้องฉันได้ผิดหวังจนร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่” เธอเว้นช่วงไปนิดหนึ่งแล้วเล่าต่อ
“เธอคงนึกไม่ถึงใช่ไหมล่ะว่า ยัยเด็กคนนั้นดันไปหลงรักแรกพบหลานชายคนโตของเธอเข้าเต็มเปา เธอมาวนเวียนถามเรื่องหยางหยางกับฉันไม่รู้กี่รอบ แต่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยจริงๆ ก็เลยไม่มีอะไรจะเล่าให้ฟัง”
“เรื่องของลูกพี่ลูกน้องเธอ เธออย่าไปยุ่งเลยจะดีกว่า ส่วนเรื่องของหลานชายฉัน... ฉันเองก็ไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่ายเหมือนกัน แต่เธอเอาที่หลานฉันพูดไปบอกญาติเธอหน่อยก็ดีนะ กันเธอเกิดหุนหันพลันแล่น ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ไปสารภาพความในใจกับเขา แล้วสุดท้ายจะโดน...”
เจียงหลีไม่จำเป็นต้องพูดจนจบประโยค อู๋เยว่ก็พยักหน้าหงึกๆ “ฉันเข้าใจที่เธอจะสื่อแล้วน่า เธอห่วงว่าลูกพี่ลูกน้องฉันจะโดนหลานเธอพูดใส่จนหน้าชา เสียหน้าใช่ไหมล่ะ
ว่าแต่... หยางหยางจะไม่ยุ่งเรื่องรักๆ ใคร่ๆ 10 ปีนี่เรื่องจริงเหรอ”
“เจ้าหนุ่มนั่นเขาเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองนะ ถ้ากล้าพูดออกมาแล้ว 8-9 ส่วนก็คงทำจริงนั่นแหละ อีกอย่าง หยางหยางเขาก็วาดหวังมาตลอดว่าอยากจะลองสอบเกาเข่าดูสักตั้ง อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปเรียนต่อในสถาบันดีๆ
เพื่อเป้าหมายนี้ เขาก็คงไม่รีบแต่งงานให้เป็นภาระชีวิตตัวเองหรอก เผื่อวันดีคืนดีโอกาสสอบมาถึงจริงๆ เขาจะได้ไม่ต้องมาพะวงหน้าพะวงหลังเรื่องครอบครัวจนไม่มีสมาธิทบทวนตำรา แล้วพาลให้พลาดโอกาสสำคัญในชีวิตไป”
เจียงหลีอธิบายเหตุผลอย่างใจเย็น ก่อนจะเสริมต่ออีกเล็กน้อย “อีกอย่าง... นับตั้งแต่เรื่องของพี่ชายคนเล็กฉันคราวนั้น หยางหยางก็ดูจะกลัวๆ การเข้าใกล้ผู้หญิงไปเลย เขายิ่งกลัวว่าจะต้องมาเจอผู้หญิงประเภทที่ชอบตอแยไม่เลิกราเหมือนกันน่ะสิ”
อู๋เยว่รีบโบกมือ “โอ๊ย ไม่เป็นแบบนั้นหรอก ที่บ้านอบรมลูกพี่ลูกน้องฉันมาดีจะตาย เธอไม่ทำเรื่องน่าอายแบบนั้นแน่ๆ อันที่จริงนะ ฉันเองก็ไม่ได้สนับสนุนให้ตันตันไปตามจีบหยางหยางหรอก”
เจียงหลีหรี่ตามองเพื่อนอย่างมีความหมาย “ทำไมล่ะ”
“ตันตันอายุมากกว่าหยางหยางตั้ง 2 ปี ถึงเรื่องนี้จะพอยกไว้ก่อนได้ก็เถอะ แต่แค่ไอ้ที่เรียกว่ารักแรกพบอะไรนั่น ฉันก็ไม่เห็นด้วยที่เธอจะไปวิ่งตามเขาแล้ว เพราะสำหรับฉันนะ รักแรกพบมันฟังดูไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย”
“ฉันรู้หรอกว่าเธอคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าเธอจะบอกว่ารักแรกพบมันก็แค่เรื่องฉาบฉวย ชอบกันที่หน้าตาเท่านั้นใช่ไหมล่ะ
แต่สำหรับฉันนะ มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนี่ คนเราก็ชอบของสวยๆ งามๆ กันทั้งนั้น ถึงรักแรกพบมันจะเริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกก็จริง แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าพอได้ใช้เวลาคบหากันไป ความรู้สึกดีๆ ที่แท้จริงมันอาจจะเกิดขึ้นมาก็ได้”
พอได้ฟังดังนั้น อู๋เยว่เลยลองหยั่งเชิง “ฟังที่เธอพูดนี่ เหมือนจะไม่คัดค้านถ้าลูกพี่ลูกน้องฉันจะคบกับหลานชายเธอ แถมยังไม่ติดใจด้วยที่ญาติฉันอายุมากกว่าเขา 2 ปี”
“ฉันพูดตอนไหน” เจียงหลีเหลือบตามองเพื่อน
“ฉันแค่บอกว่ารักแรกพบไม่ใช่เรื่องผิด ส่วนเรื่องของสองคนนั้นมันจะไปลงเอยยังไง ฉันไม่ขอยุ่งด้วยหรอก แต่ขอย้ำอีกทีนะ ฉันบอกเธอชัดเจนแล้วว่าหยางหยางเขาตั้งใจจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ 10 ปี ถ้าลูกพี่ลูกน้องเธอไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวเสียหน้า ก็ลองไปทำความรู้จักกับหลานฉันดูก็ได้
อ้อ... แต่เธออย่าเผลอไปบอกญาติเธอล่ะว่า มีคนเอาเรื่องที่เธอคิดไปบอกหลานฉันแล้ว”
อู๋เยว่หัวเราะ “แน่นอนสิ พูดไม่ได้อยู่แล้ว ขืนพูดไป ยัยนั่นได้ทำตัวไม่ถูกแย่ เวลาต้องเจอหน้าหลานเธอที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมทุกวัน”
เจียงหลีพยักหน้า “นั่นแหละที่ฉันหมายถึง เธอเข้าใจก็ดีแล้ว”
บทสนทนาเรื่องหนักๆ จบไป อู๋เยว่จึงเปลี่ยนเรื่องคุย “จริงสิ ฉันยังไม่ได้ยินดีกับเธอเลย รุ่ยรุ่ยลูกเธอกับซ่งเซวียนนักเรียนของเธอ เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้งคู่เลยนี่นา สุดยอดไปเลย ขอให้ทั้งสองคนทำได้ดีในการแข่งอีกสองวันข้างหน้านะ”
พอเด็กๆ เริ่มปิดเทอมฤดูหนาว การแข่งขันเดี่ยวเครื่องดนตรีพื้นเมืองสำหรับเด็กและเยาวชนที่สถานีโทรทัศน์ปักกิ่งเป็นเจ้าภาพก็เริ่มต้นขึ้นทันที ตั้งแต่รอบคัดเลือก รอบรองชนะเลิศ จนมาถึงรอบชิงชนะเลิศที่อู๋เยว่กำลังพูดถึง
เจียงหลีตอบรับ “คำยินดีของเธอ ฉันขอรับไว้แทนเซวียนเซวียนกับรุ่ยรุ่ยนะ รวมถึงคำอวยพรด้วย ขอบใจมากจ้ะ
เอาจริงๆ นะ การที่ทั้งเซวียนเซวียนกับรุ่ยรุ่ยคว้าที่หนึ่งของกลุ่มตัวเองในรอบรองชนะเลิศมาได้ ฉันดีใจมาก แล้วก็แอบแปลกใจนิดหน่อยด้วย
โดยเฉพาะเจ้ารุ่ยรุ่ย เขาเริ่มเรียนช้ากว่าเซวียนเซวียน แถมพรสวรรค์ทางดนตรีก็ไม่ได้โดดเด่นเท่า ไม่คิดเลยว่าเจ้าตัวเล็กจะทำได้ดีขนาดนี้ ทำให้ฉันได้หน้าไปด้วยเลย”
“แหม ดูเธอดีใจเข้าสิ” อู๋เยว่แกล้งทำเสียงหมั่นไส้
“ก็ไม่แค่ดีใจน่ะสิ ภูมิใจสุดๆ ไปเลยต่างหาก” เจียงหลียิ้มกว้างจนตาหยีเป็นรูปสระอิ
“นี่เธอจงใจยั่วให้ฉันอิจฉาใช่ไหม” อู๋เยว่แสร้งทำหน้าบึ้ง
เจียงหลีหัวเราะคิกคัก “ใช่เลยๆ ฉันกำลังแกล้งยั่วให้เธออิจฉาตาร้อนอยู่นี่แหละ”
“ยัยตัวแสบ” อู๋เยว่ทำเสียงเข้ม ก่อนจะพุ่งเข้าไปจี้เอวเจียงหลี
“โอ๊ย ไม่คุยด้วยแล้ว ฉันกลับบ้านดีกว่า” เจียงหลีรีบปัดมือเพื่อนออก แล้วเผ่นออกจากห้องโถงที่ใช้บันทึกรายการไปอย่างรวดเร็ว
***
“พี่ กลับมาแล้วเหรอคะ”
หลินตันมาปักหลักรออยู่ที่บ้านอู๋เยว่อีกแล้ว พอเห็นหน้าลูกพี่ลูกน้อง อู๋เยว่ก็ถึงกับถอนหายใจ ไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรก่อนดี
วันหยุดสุดสัปดาห์แท้ๆ แทนที่จะพักผ่อนอยู่บ้านตัวเอง แต่กลับถ่อมาหาเธอถึงที่ จุดประสงค์ของยัยเด็กนี่ก็คงมีอยู่ไม่กี่อย่าง ถ้าไม่มาหาที่ระบาย ก็คงอยากมาสืบข่าวคราวของเจียงอี้หยางเพิ่มเติม
“อืม” อู๋เยว่ตอบรับในลำคอ เธอแขวนกระเป๋าเข้ากับที่แขวน แล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องนอนไป
หลินตันไม่รอช้า รีบเดินตามเข้าไปติดๆ แล้วจัดการปิดประตูห้องนอนเสร็จสรรพ
“พี่ ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมเจียงอี้หยางต้องคอยหลบหน้าฉันด้วย ตั้งแต่เขากลับมาจากถ่ายหนัง มาทำงานที่คณะตามปกติ พอเขาเห็นฉันเดินเข้าไปหาทีไรนะ เขาต้องรีบหันตัวเดินหนีไปทางอื่นทุกทีเลย นี่มันทำให้ฉันกลุ้มใจมากรู้ไหม”
หลินตันพองลมที่แก้มจนป่อง ขมวดคิ้วมุ่น ดูท่าทางอารมณ์จะไม่ดีจริงๆ
“วันนี้ฉันเพิ่งรู้เรื่องหนึ่งมาจากอาของหยางหยางน่ะ เขาบอกว่า... หยางหยางจะไม่ยุ่งเรื่องความรักไปอีก 10 ปี”
“อะไรนะคะ 10 ปีจะไม่ยุ่งเรื่องความรัก... พี่แน่ใจเหรอว่าเจียงอี้หยางพูดแบบนี้จริงๆ”
“ถ้าไม่เชื่อ พรุ่งนี้เธอก็ไปถามเขาต่อหน้าเลยสิ ที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมนั่นแหละ”
“เขาอาจจะแค่พูดเล่นๆ ก็ได้นี่คะ”
“จะพูดเล่นหรือพูดจริง เธอก็ไปถามเขาเองได้อยู่ดี แต่เรื่องราวมันเป็นแบบนี้ คือหยางหยางเขาอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาเลยกลัวว่าถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ แล้วตัวเองดันมีภาระครอบครัววุ่นวายจนไม่มีสมาธิอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน สุดท้ายก็จะพลาดโอกาสสำคัญไป”
“แต่มันจะมีวันนั้นจริงๆ เหรอคะ” ความจริงเธอก็เคยคิดอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าความหวังมันริบหรี่แค่ไหน หลินตันจมดิ่งไปกับความคิดของตัวเอง
ผ่านไปพักใหญ่ เธอถึงได้สติกลับมา “พี่... ที่พี่พูดมาทั้งหมดนี่ คือจะบอกว่าฉันไม่มีหวังใช่ไหมคะ”
อู๋เยว่ส่ายหน้า “เธอนี่อย่ามาปรักปรำฉันนะ ฉันแค่เอาเรื่องที่รู้มาบอกเธอเฉยๆ ส่วนเธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็เรื่องของเธอแล้ว”
“...”
หลินตันเงียบไปอึดใจ ก่อนจะถามขึ้นอีก “พี่คะ งั้นพี่บอกฉันหน่อยได้ไหม ว่าทำไมเจียงอี้หยางต้องหลบหน้าฉันด้วย”
“อ้าว ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ” อู๋เยว่กางมือออก ทำท่าจนปัญญา
หลินตันทำเสียงอ่อย “ฉันก็แค่อยาก... อยากคุยกับเขาสักคำก็ยังดี”
อู๋เยว่พยายามปลอบ “แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าเขาหลบหน้าเธอ บางทีเขาอาจจะมีธุระด่วนต้องไปทำพอดีก็ได้”
หลินตันยืนยันหนักแน่น “สัญชาตญาณค่ะ สัญชาตญาณฉันมันบอกว่าเขากำลังหลบหน้าฉันอยู่”
อู๋เยว่ส่ายหัวเบาๆ “เธอคิดมากไปเองหรือเปล่า พวกเธอสองคนก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน เขาจะมาหลบหน้าเธอทำไม หรือว่าเธอดุเหมือนแม่เสือ เขาเลยกลัวว่าเธอจะไปจับเขากิน”
“พี่” หลินตันโวยวาย หน้าแดงก่ำ “ฉันจะเป็นแม่เสือได้ยังไง ฉันออกจะอ่อนโยนจะตายไป”
“เธอเนี่ยนะอ่อนโยน” อู๋เยว่ลากเสียงยาว “ขอโทษทีนะ แต่ฉันมองไม่เห็นเลยจริงๆ” เธอจ้องลูกพี่ลูกน้องตัวเองด้วยสายตาพิจารณาแบบแปลกๆ
“พี่ มองฉันด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่ายังไงคะ” หลินตันเริ่มรู้สึกประหม่า ไม่สบายไปทั้งตัว เธอพูดอ้อมแอ้ม “ฉัน... ฉันอาจจะไม่ได้อ่อนโยนมากมายอะไร แต่ก็ไม่ดุสักหน่อย...”
[จบบท]