บทที่ 517: จะไม่ทำ
“ตันตัน...” อู๋เยว่ไม่ได้ตอบรับคำพูดนั้น เธอมองลูกพี่ลูกน้องของตัวเองนิ่งๆ อยู่พักหนึ่ง
“ถ้าเธอรู้สึกสนใจหยางหยางขึ้นมาจริงๆ ในฐานะที่ฉันเป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องเธอและเป็นคนที่ผ่านอะไรมาก่อน ฉันมีอะไรจะเตือนเธอสักหน่อย”
หลินตันชะงักไปเล็กน้อย “...” ทำไมพี่ต้องทำเสียงจริงจังขนาดนั้นด้วยล่ะ?
“ปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะ อย่าพยายามหาเรื่องไปเจอหน้าหยางหยางบ่อยๆ โดยเฉพาะการทำตัวเหมือนพวกคลั่งรักที่เอาแต่ไปเดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวเขา” อู๋เยว่พูดเตือนสติด้วยความหวังดีจากใจจริง
“ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า!” หลินตันสวนกลับทันควัน
“แน่ใจเหรอ?” อู๋เยว่ไม่เปิดโอกาสให้หลินตันได้แก้ตัว เธอขมวดคิ้วถามต่อ
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเธอถึงต้องคอยหาเรื่องไปเจอหยางหยางที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมบ่อยๆ ด้วย แถมยังเที่ยวไปบอกคนอื่นว่าเขาพยายามหลบหน้าเธออีก?”
พอโดนถามแบบนั้น แก้มของหลินตันก็เห่อร้อนขึ้นมา เธอรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย
“ฉัน...” เธออ้ำอึ้งอยู่นาน แต่ก็หาคำพูดมาอธิบายไม่ถูก
“ตันตัน ผู้หญิงเราต้องรู้จักรักนวลสงวนตัว ต้องให้เกียรติตัวเองก่อน ไม่อย่างนั้นมันก็เท่ากับเราลดคุณค่าตัวเอง หรือแย่กว่านั้นคืออาจจะทำให้ผู้ชายเขารู้สึกไม่ชอบหน้าเอาได้ เรื่องนี้สำคัญนะ แล้วอีกอย่าง ฉันเชื่อว่าเจียงหลีไม่โกหกฉันหรอก
ในเมื่อเจียงหลีเธอยืนยันว่าเจียงอีหยางตั้งใจจะไม่ยุ่งเรื่องความรักไปอีกสิบปี เพราะเขากำลังคิดเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคต นั่นแปลว่าเด็กหนุ่มคนนี้เขามีแผนชีวิตสิบปีวางไว้ให้ตัวเองชัดเจนแล้ว”
อู๋เยว่พูดต่อ “ถ้าอีกสิบปีผ่านไปแล้วยังไม่มีข่าวดีเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางทีเขาอาจจะยอมล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปเองก็ได้ สรุปคือ เธอต้องเข้าใจสถานการณ์นี้ ถ้าเธอชอบเขาจริงๆ เธอก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าเธอคิดว่าสิบปีมันนานเกินจะรอไหว ก็รีบตัดใจซะตั้งแต่ตอนนี้ ตอนที่ยังไม่ได้รู้สึกอะไรลึกซึ้ง การทำแบบนี้มีแต่ผลดีกับตัวเธอเอง”
อู๋เยว่คิดในแง่ความเป็นจริง ถ้าต้องรออีกสิบปีจริงๆ กว่าจะได้แต่งงาน ตันตันลูกพี่ลูกน้องของเธอก็ปาเข้าไปอายุสามสิบพอดี แล้วที่บ้านจะยอมให้ลูกสาวบ้านนี้ยืดเยื้อเรื่องแต่งงานไปจนถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ต่อให้ผ่านไปสิบปี ถ้าเกิดเจ้าสาวของเจียงอีหยางในวันนั้นดันไม่ใช่หลินตันล่ะ? มันก็เท่ากับว่า ต่อให้ตันตันสามารถทนแรงกดดันจากที่บ้านไหว ยอมไม่แต่งงานกับใครเลยสิบปีเต็ม สุดท้ายก็อาจจะไม่สมหวังอย่างที่คิดอยู่ดี
มันมีทางเดียวที่เรื่องนี้จะเป็นไปได้... คือเธอกับเจียงอีหยางต้องมีใจตรงกันจริงๆ ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องอื่นๆ มันก็คงไม่ใช่ปัญหา
แต่อู๋เยว่ก็ยังสงสัย ถ้าพวกเขาสองคนเกิดชอบพอกันขึ้นมาจริงๆ แล้วทำไมยังต้องรอไปอีกตั้งสิบปีเพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงานกันด้วย? มันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่
หลินตันเม้มปากแน่นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “พี่คะ ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะไม่ทำตัวให้คนอื่นเขาดูถูกได้ ฉันจะฟังที่พี่เตือนค่ะ
ต่อไปนี้ฉันจะไม่ตั้งใจไปหาเรื่องเจอเจียงอีหยางอีกแล้ว”
เมื่อได้ยินน้องสาวรับปาก อู๋เยว่ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก เธอคลี่ยิ้มแล้วเอื้อมมือไปหยิกจมูกอีกฝ่ายเบาๆ
“ดีมากจ้ะ”
ความจริงแล้ว พวกเขาทำงานอยู่ที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมที่เดียวกัน ยังไงก็ต้องเดินสวนกันอยู่เรื่อยๆ โอกาสเจอกันมันมีอยู่แล้ว ถ้าคนมันจะมีวาสนาต่อกันจริง เดี๋ยวก็คงมีวันที่พวกเขาเข้าใจความรู้สึกของกันและกันได้เองนั่นแหละ
ผลจากการพูดคุยกันของอู๋เยว่กับหลินตันในวันนั้น ทำให้เจียงอีหยางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่อเขาไปทำงานที่หน่วยงานอีกครั้ง เขาสังเกตเห็นว่าหลินตันไม่ได้มีทีท่าเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ที่ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็มักจะหาจังหวะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาเสมอ
เมื่อตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ เจียงอีหยางก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“ย่าครับ อาหลีเป่าครับ ใกล้จะปีใหม่แล้วนะครับ ทางคณะของเรากำลังมีแผนจะทำละครเวทีเรื่องใหม่เรื่องหนึ่งพอดี วันนี้หัวหน้าคณะหลินเพิ่งเรียกผมไปแจ้งข่าวว่า ผมได้รับเลือกให้แสดงในบทบาทหนึ่งด้วยครับ”
พอกลับมาจากเลิกงาน เจียงอีหยางก็รีบรายงานข่าวดีนี้ให้คนที่บ้านฟัง
“จริงเหรอ? งั้นก็แปลว่าหัวหน้าคณะหลินของเธอคงจะมองเห็นความสามารถของเธอสินะ ถึงได้ให้โอกาสนี้!” เจียงหลีพูดขึ้น
ดวงตาของเธอมีแววขบขัน ขณะที่เธอกับไช่ซิ่วเฟินผู้เป็นแม่กำลังช่วยกันยกอาหารมื้อเย็นมาวางบนโต๊ะ เธอก็พูดกับหลานชายไปเรื่อยๆ
ไช่ซิ่วเฟินวางจานกับข้าวลงแล้วเสริมขึ้น “นั่นสิ ในเมื่อผู้ใหญ่เขาให้ความสำคัญกับแก แกก็ต้องตั้งใจทำให้มันดีที่สุดนะ!”
“ครับ ผมจะตั้งใจทำให้ดีที่สุดเลยครับ แต่ว่าเรื่องที่ผมอยากจะบอกจริงๆ ก็คือ... ทางคณะจำเป็นต้องเร่งซ้อมละครเวทีเรื่องนี้ให้เสร็จทันก่อนวันส่งท้ายปีเก่าครับ ทำให้ช่วงนี้พวกเราอาจจะต้องซ้อมล่วงเวลากันหนักหน่อย...”
เจียงอีหยางยังพูดไม่ทันจบประโยคดี เจียงหลีก็ขัดขึ้นมาก่อน “นี่เธอหมายความว่าจะย้ายไปอยู่ที่หอพักของคณะเหรอ?”
เจียงอีหยางพยักหน้ารับ “ครับ มันจะสะดวกกับการซ้อมมากกว่าครับ”
[จบบท]