บทที่ 519: ก็แค่บอกมาว่ามีหรือไม่มี?
ไช่ซิ่วเฟินมองลูกสาวแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เธอรู้สึกว่าหลีเป่าของเธอแต่งงานไปแล้ว แต่การมีสามีกับการไม่มีสามีแทบไม่ต่างกันเลย
จริงอยู่ที่ลูกไม่เคยขาดเหลือเรื่องเงินทอง เด็กทั้งสามคนก็ว่านอนสอนง่ายดี แต่การที่สามีไม่ได้อยู่ใกล้ๆ นี่สิ ถ้าวันไหนเกิดไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อนขึ้นมา... ไช่ซิ่วเฟินพยายามปัดความคิดนั้นทิ้ง เธอไม่อยากคิดต่อให้ลึกกว่านี้ กลัวว่ายิ่งคิดจะยิ่งปวดใจ แล้วจะพาลตั้งอคติกับลูกเขยที่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันด้วยซ้ำ
“คะ? ให้หนูไปค้างที่นั่นคืนหนึ่งเหรอคะ”
เจียงหลีไม่เคยคิดเรื่องที่จะต้องไปค้างแรมที่สถาบันวิจัยมาก่อน พอได้ยินแม่พูดแบบนั้น ดวงตาหงส์คู่สวยก็เบิกกว้าง แสดงความประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน
“คะอะไรกันเล่า? ตกลงตามนี้นะ คืนนี้ไม่ต้องกลับมาบ้าน!”
ลูกสาวคนนี้นี่มันน่าตีจริงๆ ไม่ได้เจอลูกเขยแทบจะนับครั้งได้ตลอดทั้งปี ไม่คิดห่วงบ้างหรือไงว่าความสัมพันธ์ของคนสองคนมันจะจืดจางลง?
ไช่ซิ่วเฟินคิดในใจว่าความสัมพันธ์มันต้องใช้เวลาค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ดูแลกัน อย่ามาถามเลยว่าหญิงชราบ้านนอกอย่างเธอไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน ก็ลองคิดตามเหตุผลธรรมดาดูก็ได้ คนสองคนที่แทบไม่ได้เจอกันเลยตลอดทั้งปี พวกเขาจะไปสนิทสนมคุ้นเคยกันได้ยังไง
พอไม่สนิท แล้วจะเอาความรู้สึกดีๆ ที่ไหนมาให้กัน?
ถ้าไม่มีความรู้สึกผูกพัน แล้วชีวิตคู่มันจะเดินหน้าต่อไปยังไงไหว? หรือแม่จะต้องทนเห็นลูกสาวมาทำหน้าที่เป็นแค่ “พี่เลี้ยงเด็ก” ให้บ้านนี้จริงๆ น่ะเหรอ?
ถ้าเป็นแบบนั้น ไช่ซิ่วเฟินคนนี้ไม่ยอมเด็ดขาด
เหตุผลที่เธอยอมเปลี่ยนใจ จากที่เคยคัดค้านหัวชนฝาเรื่องไม่ให้ลูกสาวแต่งงานไกลบ้าน จนสุดท้ายก็ยอมตกลง แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเอนเอียงเพราะคารมของตาแก่ที่บ้าน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดจริงๆ คือ เธอหวังว่าฟ้าดินจะไม่ใจร้ายใจดำกับหลีเป่าของเธอจนเกินไปนัก อย่างน้อยก็น่าจะประทานลูกมาให้สักคน
พูดง่ายๆ ก็คือ เธออยากให้ลูกสาวสุดที่รักได้มีลูกเป็นของตัวเองแท้ๆ สักคน
ไม่ว่าจะเป็นหลานชายหรือหลานสาว ขอแค่เป็นสายเลือดของลูกสาวเธอจริงๆ ก็พอแล้ว
ต้องเป็นแบบนั้นเท่านั้น เธอถึงจะหมดห่วง ถึงจะตายตาหลับได้ในวันที่ต้องจากไป
แน่นอนว่าไช่ซิ่วเฟินไม่ได้คิดแบบนี้เพราะรู้สึกว่าหลานเลี้ยงทั้งสามคนพึ่งพาอะไรไม่ได้หรอก แต่มันเป็นความรู้สึกตามสัญชาตญาณลึกๆ ของคน ที่ยังไงก็รู้สึกว่าความผูกพันทางสายเลือดมันย่อมแน่นแฟ้นและมั่นคงกว่าอยู่ดี
แต่ประเด็นคือ ถ้าลูกสาวกับลูกเขยแทบไม่ได้นอนห้องเดียวกันเลย แล้วเด็กมันจะลอยมาจากฟ้าหรือยังไง?
เมื่อคิดได้แบบนี้ ไช่ซิ่วเฟินก็ตัดสินใจเด็ดขาด ว่ายังไงคืนนี้ก็ต้องให้เจียงหลีไปค้างที่สถาบันวิจัยให้ได้
“ทำไมล่ะคะแม่”
เจียงหลีตามความคิดของแม่ไม่ทันเลย เธอไม่รู้ตัวเลยว่าแค่ชั่วอึดใจเดียว แม่ของเธอคิดวนไปวนมา กังวลสารพัดเรื่องไปเป็นตะกร้าแล้ว
“ก็คิดเอาเองสิ!”
มันไม่น่าจะใช่นะ! นี่ลูกก็แต่งงานมาปีกว่าแล้ว หรือว่าลูกสาวเธอยังไม่ประสีประสาเรื่องแบบนี้อีก? ไช่ซิ่วเฟินคิดมาถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองสำรวจลูกสาวสุดที่รักอย่างละเอียดอีกครั้ง
เจียงหลีถูกแม่จ้องเขม็งไม่ยอมละสายตา จนเธอเริ่มรู้สึกอึดอัดไม่เป็นตัวของตัวเอง
“แม่จ้องหนูทำไมคะ? หนูมีอะไรแปลกๆ ติดตัวหรือเปล่า” พอได้ยินลูกสาวถาม ไช่ซิ่วเฟินก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เธอรวบรวมความกล้า ถามโพล่งออกไป
“นี่ลูกแต่งงานมาปีกว่าแล้ว ลูกกับลูกเขย... เคยเข้าหอกันบ้างหรือยัง”
คำถามนั้นทำเอาเจียงหลีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ก็... ก็มีนะคะ ตั้งแต่หนูย้ายมาปักกิ่ง ถ้าวันไหนลั่วเยี่ยนชิงเขาลากลับมาที่บ้าน เขาก็นอนที่ห้องนอนใหญ่ตลอดนี่คะ”
“แล้วพวกลูกได้...”
ไช่ซิ่วเฟินอ้ำอึ้ง พูดคำที่เหลือไม่ออก ต่อให้เป็นลูกสาวแท้ๆ แต่จะให้คนเป็นแม่ถามโต้งๆ ได้ยังไง ว่าพวกแกสองคนได้ทำเรื่องอย่างว่าที่สามีภรรเขาทำกันหรือยัง
“ที่แม่หมายถึง 'เข้าหอ' น่ะ ลูกไม่เข้าใจความหมายจริงๆ เหรอ”
ไช่ซิ่วเฟินขมวดคิ้วมุ่น กลุ้มใจจนไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
เมื่อเห็นลูกสาวเงียบไปอึดใจใหญ่ แต่ใบหน้ากลับค่อยๆ แดงซ่านขึ้นมา ไช่ซิ่วเฟินก็พอจะเดาออกจนนึกขำ เธอเลยใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกสาวไปทีหนึ่ง “ก็แค่บอกมาว่ามีหรือไม่มี”
เธอรู้ดีว่าลูกสาวสุดที่รักเข้าใจที่เธอถามแล้วแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่หน้าแดงก่ำขนาดนี้
เจียงหลีพยายามข่มความอายสุดขีด ตัดสินใจโกหกออกไป “...มีค่ะ”
เพราะถ้าเธอบอกความจริงออกไป มีหวังแม่ต้องเก็บไปคิดมากและเป็นห่วงเธอไม่เลิกแน่ๆ
ไช่ซิ่วเฟินได้ยินแบบนั้นก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เออ ดีแล้ว นี่ก็จะ 11 โมงแล้ว ถ้าจะไปก็รีบไปได้แล้ว!”
เธอเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
[จบบท]