บทที่ 523: กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ?
ในยุคสมัยนี้ การเป็นนักแสดงในคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม แม้จะดูน่าชื่นชม แต่ก็ต้องอาศัยความอดทนและความมุ่งมั่นไม่น้อย เจียงหลีรู้ดีว่าเบื้องหลังการแสดงที่สวยงามบนเวทีนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก
ลองนึกภาพตามสิ ถ้าต้องถ่ายทำฉากสำหรับฤดูร้อน ทั้งที่อากาศข้างนอกหนาวเหน็บจนแทบจะเป็นน้ำแข็ง นักแสดงที่ต้องสวมเพียงเสื้อผ้าบางๆ จะรู้สึกอย่างไร หรือในทางกลับกัน เมื่อถึงฤดูร้อนที่แดดแผดเผา แต่กลับต้องสวมเสื้อผ้าหนาเตอะเพื่อเข้าฉากฤดูหนาว มันคงทรมานน่าดู
ยังไม่นับรวมฉากที่ต้องทุ่มเทร่างกายอย่างหนัก ทั้งการแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดท่ามกลางอากาศหนาว หรือการยืนตากฝนเป็นเวลานานๆ ไหนจะฉากต่อสู้ที่ต้องใช้สลิงผาดโผน ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างมาก
หากปราศจากจิตใจที่พร้อมจะต่อสู้กับความยากลำบาก และไม่มีทักษะความสามารถที่แท้จริงแล้ว การจะยืนหยัดในเส้นทางสายนี้ให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“อีหยางเขาวางแผนอนาคตของตัวเองไว้บ้างหรือยัง?”
เสียงทุ้มของลั่วเยี่ยนชิงดึงเจียงหลีออกจากภวังค์ความคิด เธอหันมามองสามีและครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อทันที
คงเป็นเพราะหลานชายคนโตกำลังให้ความสนใจกับเรื่องการแสดงอยู่ไม่น้อย เขาถึงได้เปรยขึ้นมาเช่นนี้
“คงเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยล่ะค่ะ” เธอตอบออกไปตามที่คิด
ลั่วเยี่ยนชิงนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด
“ประเทศกำลังต้องการการพัฒนา บุคลากรที่มีความสามารถคือสิ่งสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ และถ้ามองจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นาน มหาวิทยาลัยน่าจะกลับมาเปิดรับสมัครนักศึกษาเข้าเรียนตามระบบปกติ คาดว่าคงภายในสองสามปีนี้”
คำพูดนั้นทำให้เจียงหลีเบิกตากว้าง เธอจ้องมองเขาเขม็ง อยากจะบอกเขาเหลือเกินว่า ‘คุณคาดการณ์ได้แม่นยำที่สุด!’
เมื่อถูกภรรยาจ้องมองไม่กระพริบตา ลั่วเยี่ยนชิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย “คุณคิดว่าผมพูดจาเหลวไหลหรือไง?”
“เปล่าเลยค่ะ” เจียงหลีส่ายหน้าทันควัน “ฉันเห็นด้วยกับที่คุณพูดมากๆ เลยต่างหาก”
ลั่วเยี่ยนชิงมองสบตาเธอ “แล้วถ้าเกิดผมคาดการณ์ผิดขึ้นมาล่ะ?”
“ต่อให้ผิดก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่คะ” เจียงหลียิ้มบางๆ
“นี่เราแค่คุยกันเล่นๆ ในห้องพักของเราสองคน ไม่ได้มีคนนอกมารับรู้ด้วยสักหน่อย อีกอย่างนะคะ ถึงจะมีคนอื่นได้ยินเข้า แล้วยังไงเหรอคะ? มันจะส่งผลอะไรร้ายแรงขนาดนั้นเชียว”
“คุณไม่กลัวหรือว่าคำพูดที่ไม่ได้ไตร่ตรองอาจจะนำปัญหามาให้?” ลั่วเยี่ยนชิงถามย้ำ เพื่อความแน่ใจ
“เราไม่ได้พูดอะไรผิดพลาดเสียหายสักหน่อยนี่คะ” เจียงหลียืนยันความคิดของตัวเอง
“เราแค่คาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐ มันไม่เกี่ยวอะไรกับการนำภัยมาให้หรอกค่ะ”
รอยยิ้มปรากฏชัดขึ้นในดวงตาสีนิลของลั่วเยี่ยนชิง เขากระชับอ้อมแขนที่โอบรอบตัวเธอให้แน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ
“นั่นสินะ เราก็แค่คุยกันเล่นส่วนตัว ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องอะไรที่เป็นข้อห้าม เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีเรื่องเดือดร้อนตามมา”
เวลาแห่งการพักผ่อนมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ เมื่อลั่วเยี่ยนชิงประเมินว่าใกล้ถึงเวลาเข้างานช่วงบ่ายแล้ว เขาจึงค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียง
“คุณนอนพักต่อเถอะ ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเบื่อๆ ก็หยิบหนังสือมาอ่านเล่นก็ได้” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมทับ จากนั้นก็วางหนังสือนิยายปกสีแดงสดเล่มหนึ่งลงข้างหมอนของเจียงหลี
“เล่มนี้พ่อบุญธรรมฝากไว้ที่ห้องผมน่ะ”
“อ้อ ค่ะ” เจียงหลีรับคำสั้นๆ เธอยันตัวลุกขึ้นเอนหลังพิงกับหัวเตียง มือก็หยิบหนังสือเล่มดังกล่าวขึ้นมาเปิดพลิกดูหน้ากระดาษผ่านๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้สามี
“ฉันจะรอคุณเลิกงานอยู่ที่หอพักนี่แหละค่ะ ไม่ไปไหนหรอก”
“ครับ” ลั่วเยี่ยนชิงพยักหน้ารับคำ ดวงตาของเขาฉายแววอ่อนโยนและรอยยิ้มอย่างไม่คิดปิดบัง
“เดี๋ยวก่อนค่ะ มานี่แป๊บนึง”
ในจังหวะที่ลั่วเยี่ยนชิงกำลังจะหันหลังเดินจากไป เจียงหลีก็เอ่ยเรียกเขาไว้ พร้อมกับกวักนิ้วเรียกเขาด้วยรอยยิ้มสดใส
ลั่วเยี่ยนชิงเปลี่ยนทิศทางเดินกลับมาหาเธออย่างว่าง่าย
“ก้มหน้าลงมาหน่อยสิคะ”
เขาก้มศีรษะลงตามคำขอ ในวินาทีต่อมา ริมฝีปากนุ่มนิ่มของเจียงหลีก็ประทับลงบนแก้มสากของเขาเบาๆ พร้อมกันนั้นเธอก็โผเข้ากอดรอบคอเขาไว้หลวมๆ เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง เจียงหลีจึงคลายอ้อมแขนออก แล้วผละตัวมายิ้มหวาน
“เรียบร้อยค่ะ คุณไปทำงานได้แล้ว!”
อาการตอบสนองของลั่วเยี่ยนชิงเกิดขึ้นแทบจะในทันที ใบหูของเขาแดงก่ำ ลามไปทั่วใบหน้าหล่อเหลาที่ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้แต่จังหวะการเต้นของหัวใจก็ยังผิดเพี้ยนไปชั่วขณะ
ภาพนั้นทำให้เจียงหลีกลั้นหัวเราะไม่ไหว เธอหัวเราะ ‘พรืด’ ออกมาอย่างอารมณ์ดี “นี่คุณ กำลังคิดอะไรอยู่เหรอคะ?”
เสียงหวานใสนั้นช่วยดึงสติที่หลุดลอยไปไกลของศาสตราจารย์ลั่วให้กลับคืนมา เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเก้อเขินเล็กน้อย ยกกำปั้นขึ้นมาจรดริมฝีปากแล้วกระแอมไอเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะกล้าหันกลับมาสบตาเธอตรงๆ
“ในกระติกน้ำร้อนมีน้ำต้มสุกอยู่นะ ถ้าคุณรู้สึกกระหายน้ำก็รินดื่มเองได้เลย”
เจียงหลียิ้มกว้าง “ทราบแล้วค่ะ คุณรีบไปทำงานเถอะค่ะ!”
ศาสตราจารย์ลั่วของเธอนี่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เวลาเขินอายขึ้นมาทีไร ก็น่ารักน่าเอ็นดูไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ
“งั้นผมไปนะ”
ลั่วเยี่ยนชิงเดินไปถึงหน้าประตูห้อง แต่ก็ยังไม่วายหันกลับมากำชับภรรยาอีกรอบ “ถ้าไม่อยากอุดอู้อยู่แต่ในหอพัก จะไปนั่งเล่นที่ห้องทำงานของพ่อบุญธรรมก็ได้นะ ท่านไม่ว่าอะไรหรอก”
“โธ่ ศาสตราจารย์ลั่วคะ คุณนี่ชักจะจุกจิกขี้บ่นเหมือนคนแก่แล้วนะคะ” เจียงหลีแกล้งเย้า
“วางใจเถอะค่ะ ไปทำงานของคุณได้แล้ว ฉันรู้วิธีที่จะจัดการกับเวลาว่างของตัวเองน่า”
ความจริงแล้ว การที่ไม่มีอะไรต้องทำ แล้วได้นอนเหยียดแข้งเหยียดขาเป็นปลาเค็มอยู่บนเตียงอุ่นๆ แบบนี้น่ะ มันสบายออกจะตายไป ใครจะอยากลุกไปไหนกัน
เจียงหลีโบกมือหยอยๆ ไล่เขา “ตั้งใจทำงานนะคะ ฉันจะรอคุณกลับมาตอนเลิกงานอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ที่นี่ ไม่ดื้อไม่ซนแน่นอนค่ะ!”
“...ครับ”
ลั่วเยี่ยนชิงจำต้องละสายตาที่เต็มไปด้วยความผูกพันอาลัยจากใบหน้ายิ้มแย้มของเธอ เขาดึงประตูหอพักเปิดออกแล้วก้าวเดินจากไป พร้อมทั้งดึงประตูปิดตามหลังให้เธออย่างเบามือ ไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าบนโถงทางเดินด้านนอกก็ค่อยๆ เงียบหายและจางไปในที่สุด
[จบบท]