บทที่ 532: ก็แค่คนอยู่ด้วยกันไปวันๆ
เหวินซือหย่วนรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า เขาพยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวทิ้งไป ไม่อยากคิดอะไรต่ออีกแล้ว เดี๋ยวจะพาลให้ใจคอร้อนรุ่มเหมือนเมื่อคืน จนต้องลุกไปล้างหน้าด้วยน้ำเย็นตั้งหลายรอบกว่าจะสงบลงได้
เหอเหว่ยอ้าปากทำท่าจะพูด “นาย...”
“สหายเจียงขึ้นรถไปเรียบร้อยแล้ว นายกับฉัน เราก็เห็นกันอยู่” เหวินซือหย่วนรีบพูดแทรกขึ้นมาก่อน
เหอเหว่ยยังไม่ยอมหยุด “คือฉันอยากจะบอกว่า...”
“ไม่ว่านายอยากจะพูดเรื่องอะไร ก็ช่วยหุบปากไปเลย” เหวินซือหย่วนปรามอีกฝ่าย
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเหอเหว่ยอยากจะพูดอะไร ก็คงไม่พ้นเรื่องซุบซิบของหัวหน้าลั่วอีกตามเคย ทำไมถึงไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือบ้างว่าแถวนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยหรือเปล่า ที่สำคัญคือ ตัวเจ้าของเรื่องที่อยากจะพูดถึงก็กำลังเดินนำอยู่ข้างหน้า ห่างไปไม่เท่าไหร่เอง
เสิ่นอวิ๋นที่เดินอยู่ใกล้ๆ ได้ยินบทสนทนานั้น เธอจึงค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง ปล่อยให้เหวินซือหย่วนกับเหอเหว่ยเดินนำหน้าไปจนทิ้งระยะห่างออกไปพอสมควร ในใจของเธอตอนนี้มันปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด ความรู้สึกหลายอย่างตีกันยุ่งเหยิง
สาเหตุก็เพราะในจังหวะที่ลั่วเยี่ยนชิงกำลังส่งเจียงหลีขึ้นรถนั่นเอง เธอเดินสวนผ่านร่างสูงของเขาพอดี สายตาเหลือบไปเห็นร่องรอยบางอย่างที่บริเวณติ่งหูของเขา
ใช่แล้ว มันคือรอยจูบ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ เธอเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง และนี่ก็แต่งงานใหม่เป็นครั้งที่สองแล้ว มีหรือที่เธอจะดูไม่ออกว่ารอยแดงๆ แบบนั้นมันเกิดขึ้นมาได้ยังไง
“แค่ก... แค่กๆๆ...”
ความคิดนั้นทำให้เธอเสียสมาธิ จู่ๆ เธอก็ไอโขลกๆ ออกมาอย่างแรง เสิ่นอวิ๋นไอไม่หยุดจนรู้สึกเจ็บหน้าอกไปหมด เธอต้องใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือปิ่นโตยันต้นไม้ที่อยู่ข้างๆ ทางไว้ พออาการไอเริ่มทุเลาลงจนรู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว เธอถึงค่อยๆ ก้าวเดินต่อไป
เธอยังจะคาดหวังอะไรลมๆ แล้งๆ อยู่อีกนะ เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าระหว่างเธอกับเขา มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไปแล้ว เธอก็รู้ว่าเขาแสดงท่าทีรังเกียจเธอชัดเจนขนาดไหน แถมตอนนี้เธอก็แต่งงานใหม่มีครอบครัวของตัวเองแล้ว ส่วนเขาก็มีภรรยา มีลูกๆ ที่น่ารัก ทำไมแค่การที่ได้เห็นรอยจูบนั้น มันถึงยังทำให้หัวใจของเธอรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาได้อีก
พอคิดมาถึงตรงนี้ เสิ่นอวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสมเพชตัวเอง
เธอเป็นถึงนักวิจัยระดับหัวกะทิที่กลับมาจากเมืองนอก มีไอคิวสูง แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ในเรื่องความรักอย่างน่าสมเพช กลายเป็นคนที่ต่ำต้อยจนแม้แต่ตัวเองยังนึกดูถูก
นี่คือตัวเธอจริงๆ เหรอ นี่คือเสิ่นอวิ๋นคนที่เคยหยิ่งทะนงและมั่นใจในตัวเองคนนั้นจริงๆ น่ะเหรอ
ความคิดในหัววนเวียนไปไม่หยุด เสิ่นอวิ๋นก็นึกไปถึงสามีคนปัจจุบันของเธอ
เซียวจิ่น เขาเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อม ทั้งหน้าตาดี มีความสามารถรอบด้าน นิสัยใจคอก็ดี แต่เธอกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรกับเธอเลย เขาแค่ปฏิบัติต่อเธอเหมือนเป็นภรรยาคนหนึ่ง เป็นแค่คนที่ตกลงปลงใจมาใช้ชีวิตร่วมกันไปวันๆ เท่านั้น
ความเย็นชาในความสัมพันธ์มันชัดเจนมาก แม้กระทั่งตอนที่ทำกิจกรรมบนเตียง ทำเรื่องส่วนตัวของสามีภรรยา เธอก็ไม่เคยได้เห็นหรือสัมผัสได้เลยว่าเขาจะเกิดอารมณ์ความรู้สึกหวั่นไหวใดๆ ที่มีต้นเหตุมาจากตัวเธอ
ทุกอย่างมันเหมือนเป็นแค่การทำภารกิจอย่างหนึ่งให้เสร็จสิ้นไปตามหน้าที่ จืดชืด ไร้รสชาติ
นี่คือชีวิตแต่งงานในปัจจุบันของเธอ มันคือครอบครัวที่ต่างคนต่างปะติดปะต่อชิ้นส่วนที่ขาดหายมาประกอบกัน สองสามีภรรยาที่ภายนอกใครๆ ก็มองว่าดูเหมาะสมรักกันดี แต่ความจริงกลับเหินห่าง นอนอยู่บนเตียงเดียวกันแต่กลับฝันไปคนละเรื่อง ช่างเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะสิ้นดี
****
ตั้งแต่ตอนที่เดินเข้าโรงอาหารเพื่อรับอาหารกลางวัน จนกระทั่งกลับเข้ามาทำงานต่อในห้องทดลองช่วงบ่าย ลั่วเยี่ยนชิงไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกตัวถึงสายตาแปลกๆ ของคนอื่นที่คอยลอบมองมาที่เขา โดยเฉพาะสายตาที่จงใจเพ่งมองไปยังบริเวณใต้ติ่งหูข้างซ้ายของเขา
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยแม้แต่น้อย
นั่นมันเป็นร่องรอยที่ภรรยาตัวน้อยของเขาตั้งใจทิ้งเอาไว้ ต่อให้คนอื่นจะเห็นแล้วมันจะเป็นอะไรไปล่ะ
ความจริงก็คือ รอยจูบที่ปรากฏเด่นอยู่ใต้ติ่งหูซ้ายของลั่วเยี่ยนชิงนั้น มันเป็นความตั้งใจของเจียงหลีเอง เธอจงใจทำมันเอาไว้เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ ให้บรรดาสหายหญิงคนอื่นๆ ในสถาบันวิจัยที่อาจจะกำลังคิดไม่ซื่อหรือแอบมีใจให้ลั่วเยี่ยนชิงได้รู้ตัวกันถ้วนหน้าว่า ผู้ชายคนนี้เขามีเจ้าของแล้ว ถ้ายังไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นมือที่สาม ก็จงเลิกคิดเลิกฝันไปได้เลย
***
ณ บ้านพักข้าราชการ
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงบ่ายแก่ๆ
“ลูกไปพักผ่อนเถอะ เกี๊ยวที่เหลืออีกไม่มากนี่ เดี๋ยวแม่จัดการห่อคนเดียวก็ได้” ไช่ซิ่วเฟินบอกลูกสาว
“หนูไม่เหนื่อยค่ะแม่” เจียงหลีตอบ
“ไม่ต้องมาโกหกแม่เลย ตั้งแต่ลูกเดินเข้าบ้านมา แม่ก็สังเกตเห็นแล้วว่าลูกดูอิดโรย ไม่มีเรี่ยวแรง พอกินข้าวกินปลาเสร็จก็ยังอุตส่าห์มาช่วยแม่วุ่นอยู่ในครัวตั้งนานสองนานจนถึงตอนนี้
ไปเถอะ กลับเข้าห้องไปนอนพักผ่อนดีๆ สักงีบเถอะ เดี๋ยวพอตอนเย็นพี่ชายลูกกับหยางหยางแล้วก็คนอื่นๆ มา ลูกยังต้องเป็นคนลงครัวทำกับข้าวเป็นหลักอยู่นะ”
ไช่ซิ่วเฟินมองสภาพของลูกสาวสุดที่รักตอนเดินเข้าประตูบ้านมาเมื่อตอนกลางวัน ในใจของเธอก็แอบยินดีอย่างบอกไม่ถูก เธอกำลังคิดว่า บางทีเดือนหน้าครอบครัวอาจจะได้รับข่าวดีจากลูกสาวก็ได้
ก็จริงอยู่ที่หมอเคยบอกว่าลูกสาวเธอมีลูกยาก แต่มันก็แค่ 'ยาก' ไม่ได้หมายความว่าจะ 'ไม่มี' เลยสักหน่อย
อีกอย่าง ลูกสาวสุดที่รักของเธอก็เป็นคนมีบุญวาสนาดีมาตลอด ไม่แน่ว่าอาจจะสมหวังตั้งท้องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมานี้แล้วก็ได้
ลั่วหมิงรุ่ยที่กำลังง่วนอยู่กับการช่วยรีดแป้งเกี๊ยวพูดขึ้น “แม่ครับ แม่ไปพักเถอะครับ เดี๋ยวผมช่วยคุณยายเอง”
ตอนนี้เขาหัดรีดแป้งเกี๊ยวจนคล่องแล้ว สามารถช่วยงานในครัวได้สบายมาก
เจ้าก้อนแป้งลั่วหมิงหานก็รีบพูดสมทบ “แม่ครับแม่ครับ ถ้าเหนื่อยก็ต้องไปพักผ่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะไม่สบาย ป่วยขึ้นมาทำยังไงครับ”
ส่วนหนูน้อยลั่วหมิงเวยก็พูดเสริมพี่ชาย “เด็กดีต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่นะคะ หรือว่าแม่ไม่อยากฟังที่คุณยายพูดเหรอคะ”
[จบบท]