บทที่ 546: แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว
“คุณไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้” ลั่วเยี่ยนชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ถ้าภรรยาของคุณอยากจะขายหน้าต่อหน้าคนอื่นต่อไป หรืออยากเข้าไปอยู่ในสถานีตำรวจ ก็ปล่อยให้เธอมาทำกร่างต่อหน้าภรรยาผมได้เลย”
สิ้นเสียง เขาก็เร่งฝีเท้าก้าวฉับๆ เพื่อทิ้งระยะห่างจากเหวินซือหย่วน
***
ช่วงพักกลางวันที่โรงอาหาร เหอเหว่ยเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เหวินซือหย่วน เขาใช้ศอกกระทุ้งเพื่อนเบาๆ พลางเอ่ยถาม “เมื่อวานตอนบ่าย นายกับหัวหน้าทีมไปทำอะไรกันมาเหรอ ฉันรู้สึกว่าวันนี้พวกนายสองคนดูแปลกๆ นะ โดยเฉพาะนายเนี่ย ดูเหมือนคนมีเรื่องในใจยังไงชอบกล ลองเล่าให้พี่น้องฟังหน่อยสิ เผื่อฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง”
“ฉันจะมีเรื่องอะไรได้” เหวินซือหย่วนขมวดคิ้ว ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ถ้าปากมันว่างมากนัก ก็ไปหาลูกอมมายัดปากซะ”
“โธ่ ฉันก็แค่เป็นห่วง” เหอเหว่ยแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมา
เหวินซือหย่วนตอบกลับ “ขอบคุณ แต่ฉันสบายดี ไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้น”
เหอเหว่ยอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็ต้องหุบปากลง เมื่อเห็นชัดว่าเหวินซือหย่วนไม่มีอารมณ์อยากจะเสวนาด้วยในตอนนี้
ที่โต๊ะอาหารอีกตัวซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ผู้เฒ่าซ่งกับลั่วเยี่ยนชิงกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ด้วยกัน เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ผู้เฒ่าซ่งจึงเอ่ยถามลั่วเยี่ยนชิง
“หลีเป่าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
ลั่วเยี่ยนชิงตอบรับในลำคอ “ครับ”
“แล้วทางสถานีตำรวจว่ายังไงบ้าง” ผู้เฒ่าซ่งซักต่อ
“ถูกควบคุมตัว 3 วันครับ”
“ฉันโทรไปคุยกับแม่บุญธรรมของพวกเธอแล้วล่ะ กะว่ารอให้เสี่ยวซูออกมาจากสถานีตำรวจเมื่อไหร่ ค่อยเรียกมาคุยกันดีๆ สักครั้ง”
“จะได้ผลเหรอครับ” ลั่วเยี่ยนชิงถามอย่างไม่แน่ใจนัก
“ตราบใดที่เธอยังห่วงอนาคตหน้าที่การงานของสามีตัวเอง ยังไงก็ต้องได้ผล”
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ” ลั่วเยี่ยนชิงตอบเสียงเรียบ แต่ในใจกลับคิดว่าคนบางประเภท ต่อให้เดินชนกำแพงจนเลือดอาบก็ยังไม่คิดจะหันหลังกลับ ซึ่งในสายตาเขา ซูม่านก็คือคนจำพวกนั้น
ผู้เฒ่าซ่งจึงเปลี่ยนประเด็น “ว่าแต่...เรื่องระหว่างแกกับเสี่ยวเหวิน... อย่าให้ปัญหาของผู้หญิงมาทำให้ต้องมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันล่ะ” เมื่อได้ยินแบบนั้น ลั่วเยี่ยนชิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงนิ่งเงียบ
ผู้เฒ่าซ่งพูดเสริม “เสี่ยวเหวินเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของแก แกรู้ความสามารถในการทำงานของเขาดีอยู่แล้ว แถมปกติพวกแกก็ทำงานเข้าขากันได้ดีมาตลอด”
ลั่วเยี่ยนชิงเงยหน้าขึ้นมองผู้ใหญ่ตรงหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องงานก็ส่วนเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวก็ส่วนเรื่องส่วนตัว ผมแยกแยะได้ครับ”
“แบบนั้นก็ดี” ผู้เฒ่าซ่งพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ทั้งสองคนคุยกันด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก ประกอบกับบนโต๊ะอาหารตัวนี้ก็ไม่มีคนอื่นนั่งอยู่ด้วย บทสนทนาระหว่างผู้เฒ่าซ่งและลั่วเยี่ยนชิงจึงมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รับรู้
“อ้อ จริงสิ เมื่อตอนเที่ยงผู้อำนวยการเนี่ยจากสถานสงเคราะห์เมืองหลางโทรมาหา เขาเล่าว่าลูกชายคนที่สองของสหายหวังกุ้ยหลานแวะไปที่สถานสงเคราะห์มาหนึ่งรอบเมื่อช่วงก่อนสิ้นปี เขาไปถามหาช่องทางติดต่อของแก บอกว่าสหายหวังกุ้ยหลานป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ที่บ้านไม่มีเงิน เลยอยากให้แกช่วยเหลือหน่อย”
“...” การเคลื่อนไหวของลั่วเยี่ยนชิงหยุดลง เขาเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยถาม “เรื่องจริงเหรอครับ”
“เรื่องที่สหายหวังกุ้ยหลานป่วยน่ะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรสาหัส ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลเลยสักนิด ส่วนช่องทางติดต่อของแก ผู้อำนวยการเนี่ยไม่ได้ให้ไปหรอก”
ลั่วเยี่ยนชิงนิ่งเงียบไปอีกพักใหญ่ ก่อนจะตอบรับ “ผมทราบแล้วครับ”
“แล้ว... แกมีความคิดยังไงกับเรื่องของสหายหวังกุ้ยหลานล่ะ”
“รอให้ท่านแก่ตัวลง ผมจะส่งเงินค่าเลี้ยงดูไปให้ครับ”
สำหรับแม่ผู้ให้กำเนิดคนนั้น ตอนนี้ลั่วเยี่ยนชิงไม่มีทั้งความเกลียดชังหรือความรู้สึกผูกพันใดๆ หลงเหลืออยู่ แต่เมื่อยังมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดค้ำคอ เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหวังกุ้ยหลานคือแม่ผู้ให้กำเนิด หน้าที่ที่ลูกพึงกระทำ เขาย่อมต้องทำ
“แต่ก็อย่างที่ผมเคยพูดกับคนนั้นไป มันต้องมีเงื่อนไข ไม่อย่างนั้นผมไม่ให้เงินแม้แต่เฟินเดียว และเงื่อนไขก็คือ ทั้งครอบครัวนั้นอย่าได้คิดมาเกาะผม!”
ณ เมืองหลาง ในคอมมูนชิ่งอาน กองพลน้อยหม่าหวัง บ้านตระกูลเมิ่ง
“แม่ ถ้าแม่ไม่คิดหาทางอะไรสักอย่าง แม่จะปล่อยให้ผมเป็นไอ้โสดไปตลอดชีวิตจริงๆ เหรอ”
[จบบท]