บทที่ 554: รออีกหน่อย
เจียงหลีขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะวิเคราะห์ต่อ “อย่างน้อยๆ ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวลั่วเยี่ยนชิงเองหรือตัวหนูที่เป็นลูกสะใภ้ พวกเราก็ยังพอจะนับญาติกับเธออยู่บ้าง ถ้าชีวิตเธอมันลำบากจนไปต่อไม่ไหวจริงๆ การที่พวกเราจะช่วยดึงขึ้นมาสักครั้ง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย”
เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “แต่ผู้หญิงคนนั้น ตลอด 21 หรือ 22 ปีมานี้ ทำตัวเหมือนลืมไปแล้วว่าเคยมีลูกชายคนหนึ่งจากการแต่งงานครั้งแรก พอชีวิตตัวเองลำบากจนอยู่ไม่ไหว กลับเพิ่งนึกถึงลั่วเยี่ยนชิง คิดจะให้เขาช่วยเลี้ยงดูครอบครัวใหม่ของเธอทั้งหมด... โลกนี้จะมีเรื่องสบายๆ แบบนั้นได้ยังไงกันคะ?!”
ไช่ซิ่วเฟินแสดงความเห็นบ้าง “ลูกชายตั้ง 6 คน นั่นมันแรงงานชั้นดีทั้งนั้น ขอแค่ขยัน ไม่เกียจคร้าน ตั้งใจทำงานในกองพลให้ดี สิ้นปีแบ่งธัญพืชก็ได้ไม่น้อย แบ่งเงินก็คงได้เยอะเหมือนกัน”
เจียงหลีเสริม “ใช่ค่ะ ลูกชายตั้งหลายคน ไม่ต้องนับพวกตัวเล็กๆ เอาแค่คนที่โตพอจะทำงานได้ ถ้าพวกเขารู้จักทำมาหากินสุจริต ชีวิตก็ไม่น่าจะแย่ขนาดนั้น ไม่น่าจะถึงกับหาภรรยาไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ไช่ซิ่วเฟินเปรียบเทียบ “อย่างแถวบ้านเรา เดี๋ยวนี้ถ้าจะแต่งงานสักที ค่าสินสอดให้ฝ่ายหญิง ถ้าแบบน้อยๆ ก็ 20-30 หยวน มากหน่อยก็ 60-70 หยวน ส่วนที่ให้เป็น 100 หยวนนี่ยากมาก อย่างน้อยแม่ก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีในหมู่บ้านเรานะ
ถ้าใช้มาตรฐานบ้านเราไปวัด ถ้าแม่สามีของลูกกับลูกๆของเธอ ขยันกันจริงๆ ต่อให้ปีหนึ่งจะหาภรรยาให้ลูกชาย 2 คนมันจะยากไป แต่หาให้ได้สักคน ก็น่าจะไหวอยู่”
เธอนึกถึงสภาพความเป็นจริงที่หมู่บ้าน “อย่างหมู่บ้านเรา ใกล้ๆ สิ้นปีพอคิดคะแนนงานแบ่งเงิน ครอบครัวไหนคนเยอะ แรงงานแยะ ทำคะแนนงานได้มาก ก็รับไป 200-300 หยวนสบายๆ ต่อให้บ้านที่ได้น้อยๆ ก็ยังพอมี 20-30 หยวนบ้างล่ะ”
ไช่ซิ่วเฟินเว้นช่วง “แน่นอน พวกที่ขี้เกียจกันทั้งบ้านน่ะ อย่าว่าแต่จะได้เงินเลย ไม่ต้องควักเนื้อจ่ายคืนให้กองพลน้อยก็บุญหัวแล้ว”
เมื่อฟังมารดาพูดจบ ดวงตาคู่สวยของเจียงหลีก็ฉายประกายขบขันระริกไหว “แม่คะ... แต่สินสอดที่ลูกเขยแม่ให้บ้านเรานี่ไม่น้อยเลยนะคะ”
ไช่ซิ่วเฟินชะงักงันไปวูบหนึ่ง ก่อนจะใช้มือตบเบาๆ ที่ต้นแขนของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน เอ่ยปรามว่า “เยี่ยนชิงเขาให้มาเยอะก็จริง แต่แม่ของลูกคนนี้ก็ไม่ได้เก็บไว้ใช้เองที่บ้านสักเฟินเดียว”
“รู้แล้วค่ะ รู้แล้วแล้วค่ะ แม่กับพ่อใจดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว เอาเงินทั้งหมดมาให้หนู ลูกสาวคนสวยคนนี้จนหมดเลย” เจียงหลีฉีกยิ้มหวานจนตาหยี ใบหน้าของเธอดูสดใสราวกับดอกไม้ต้องน้ำค้างยามเช้า
จังหวะนั้นเอง ไช่ซิ่วเฟินก็ขยับลุกขึ้นยืน “ดึกมากแล้ว กลับห้องไปนอนเถอะ” สิ้นคำ เธอก็เดินมุ่งหน้าไปยังห้องพักแขก
เจียงหลีร้องไล่หลัง “แม่คะ ฝันดีนะคะ!”
ไช่ซิ่วเฟินเพียงโบกมือกลับมา “รีบไปนอนซะ”
***
ณ เมืองเหลียวเฉิง พื้นที่คอมมูนสือเฉียว เขตกองพลน้อยหม่าหวัง
หลังมื้อกลางวันผ่านพ้น เมิ่งซิงเซิ่งก็ไม่ได้เอนหลังพักผ่อนเหมือนเคย เขาหาข้ออ้างง่ายๆ เพื่อปลีกตัวออกจากบ้าน
ชายหนุ่มมุ่งหน้าไปยังป่าละเมาะเล็กๆ จุดนัดพบที่เขาใช้เจอกับชุยสุ่ยเฉ่าเป็นประจำตามที่นัดหมายกันไว้
“พี่ซิงเซิ่ง”
พอเห็นร่างของเมิ่งซิงเซิ่งปรากฏแก่สายตา ชุยสุ่ยเฉ่าก็ส่งเสียงเรียกด้วยท่าทางเหนียมอาย
ทว่า หากจะว่ากันตามจริง ท่าทีนั้นเรียกว่าเสแสร้งดัดจริตอาจจะเหมาะสมกว่าคำว่าเหนียมอาย
“รอนานไหม?”
เมิ่งซิงเซิ่งก้าวเข้าไปใกล้ เมื่อมายืนต่อหน้าชุยสุ่ยเฉ่า ดวงตาของเขาก็ทอประกายเจิดจ้า
“ฉันเพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้เองค่ะ”
อาจเพราะถูกสายตาของเขาจ้องมองจนรู้สึกประหม่า ชุยสุ่ยเฉ่าจึงมีใบหน้าแดงซ่าน เธอหลบสายตาต่ำ พิงร่างเข้ากับลำต้นของต้นไม้ที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะเปรยขึ้น
“เมื่อวาน... ญาติห่างๆ ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่งแม่ฉันคนนั้น เขาแวะมาที่บ้านฉันค่ะ เขามาถามว่า ‘ของ’ สองชิ้นที่พี่พูดถึงน่ะ จะได้มาเมื่อไหร่ เขาบอกว่าช่วงนี้ทางผู้ซื้อเร่งยิกๆ เลย...”
ประกายสับสนวูบผ่านในดวงตาของเมิ่งซิงเซิ่ง “รออีกหน่อยแล้วกัน”
“...พี่ซิงเซิ่ง นี่พี่กำลังโกรธฉันเรื่องที่ฉันเป็นคนแนะนำวิธีนั้นเหรอคะ? คือ... คือจริงๆ ฉันก็ไม่อยากให้พี่ทำแบบนั้นเลยนะคะ แต่ฉันไม่อยากแต่งงานกับคนอื่นเลยจริงๆ”
ชุยสุ่ยเฉ่าเริ่มบีบน้ำตา “ถ้าพี่หาเงินสินสอด 200 หยวนมาให้แม่ฉันไม่ได้ ท่านไม่ยอมให้ฉันแต่งกับพี่แน่ๆ ค่ะ
อีกอย่าง ญาติฉันคนนั้นเขาก็ทำงานแบบนี้มาตั้งหลายปี เขาบอกว่าทุกครั้งที่ได้ ‘เหยื่อ’ มา เขาจะช่วยเลือกผู้ซื้อดีๆ ให้เสมอ เขาบอกว่าที่พวกเขาทำอยู่น่ะ คือการช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้คนอื่นต่างหาก...”
ชุยสุ่ยเฉ่าคิดในใจอย่างหัวเสีย 'ไอ้ทึ่มเอ๊ย! อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปตั้งขนาดนี้แล้ว ยังจะมามัวลังเลอะไรอีก ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าแกมีญาติดีๆ อยู่ที่ปักกิ่ง พอจะช่วยให้หา ‘เหยื่อ’ คุณภาพดีๆ ได้ง่ายขึ้นล่ะก็ หน้าตาฐานะอย่างฉันเนี่ยนะ จะชายตามองแก!'
[จบบท]