บทที่ 555: ฉันไม่ได้อิจฉาลูกเขยแม่สักหน่อย
ชุยสุ่ยเฉ่ากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาของเธอจะค่อยๆ ช้อนขึ้นสบตากับเมิ่งซิงเซิ่ง ชายหนุ่มผู้เป็นเป้าหมายในใจ
"พี่ซิงเซิ่งคะ... คือญาติฝั่งแม่ของฉันน่ะค่ะ เขาบอกว่าถ้าเราล่า“เหยื่อ”ที่สภาพดีๆมาได้ อย่างน้อยที่สุดก็จะขายได้ราคาราวๆ 200-300 หยวนเลย"
เธอนำเสนอแผนการอย่างกระตือรือร้น "แล้วพอถึงตอนนั้น ญาติฉันก็จะขอหักค่านายหน้าแค่ 50 หยวนเท่านั้น ส่วนเงินที่เหลือทั้งหมด... ก็จะเป็นของพี่ซิงเซิ่งคนเดียวเลยนะคะ"
เธอยังคงพยายามชักจูงเขาต่อไปอีกว่า "อ้อ! จริงด้วยค่ะพี่ซิงเซิ่ง ญาติของฉันคนนี้เขาก็ทำอาชีพนี้เป็นหลักเลยนะคะ
เขาใช้เวลาแค่ไม่ถึง 2 ปี ก็สร้างบ้านอิฐมุงกระเบื้องได้ตั้ง 5 ห้องแน่ะ แถมชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านเขาก็ยิ่งดีขึ้นๆ ทุกวันเลย" ชุย
สุ่ยเฉ่าพยายามฉายภาพอนาคตอันสดใสให้เขาเห็น "ได้กินข้าวอิ่มทุกมื้อ มีเนื้อสัตว์ให้กินไม่ขาด แถมยังมีเสื้อผ้าใหม่ๆ ใส่ทุกปีอีก!"
หญิงสาวมั่นใจเหลือเกินว่า เมื่อเธอหยิบยื่นข้อเสนอที่หอมหวานและช่วยแก้ปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่ได้ตรงจุดถึงเพียงนี้ คงไม่มีทางที่เมิ่งซิงเซิ่งจะยังคงใจแข็งไม่หวั่นไหวได้อีก
"สุ่ยเฉ่า เธออย่าเพิ่งเร่งพี่เลย" เมิ่งซิงเซิ่งทอดถอนใจเบาๆ
"พี่บอกแล้วไงว่าพี่จะแต่งงานกับเธอให้ได้ภายในปีนี้ พี่พูดคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น พี่ทำได้แน่ๆ"
ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ภายในจิตใจของเมิ่งซิงเซิ่งกำลังต่อสู้กันอย่างสับสนวุ่นวาย
ส่วนหนึ่งคือความจริงที่ว่าเขาปรารถนาจะแต่งงานกับชุยสุ่ยเฉ่าจนแทบทนไม่ไหว เขาอยากต้อนรับผู้หญิงคนนี้เข้ามาเป็นภรรยา และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ร่วมกับเธอไปตลอดกาล
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ไม่สามารถข่มมโนธรรมของตัวเองให้มืดบอด เพื่อที่จะลงมือทำ "เรื่องแบบนั้น" ได้อย่างสนิทใจ
เขาไม่ใช่คนเขลา เขาตระหนักดีว่าสิ่งที่เธอกำลังชักชวนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย เขารู้ว่าหากตัดสินใจทำลงไป ถ้าไม่มีใครล่วงรู้ก็คงจะโชคดีไป
แต่ถ้า... ถ้าหากวันใดวันหนึ่งเรื่องราวถูกเปิดโปงขึ้นมา ชีวิตทั้งชีวิตของเขา... ก็อาจจะต้องดับวูบลง
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมหลังจากเขากลับมาจากปักกิ่ง เขาถึงได้เอาแต่ลังเล สองจิตสองใจ และยังไม่สามารถตัดสินใจอย่างเด็ดขาดได้เสียทีว่าจะเลือกเดินในเส้นทางที่ชุยสุ่ยเฉ่าชี้แนะหรือไม่
"พี่ซิงเซิ่ง... ฉันไม่ได้เร่งพี่เลยนะคะ"
ชุยสุ่ยเฉ่าปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นหญิงสาวผู้น่าสงสาร ในดวงตาของเธอเริ่มมีม่านน้ำตาเอ่อคลอ "ฉันก็แค่... แค่กลัวว่าแม่จะจับฉันไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น"
"ฉันกลัวว่าจะต้องคลาดกับพี่ไปตลอดกาล" เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
"ถ้ามันต้องเป็นแบบนั้นจริงๆ... ฉันก็จะไปกระโดดน้ำตายเสียดีกว่า!"
"สุ่ยเฉ่า นี่เธอ..."
คำขู่ของเธอทำให้เมิ่งซิงเซิ่งใจหาย เขาอยากจะยื่นมือออกไปรั้งร่างเธอเข้ามากอดปลอบโยน แต่ทว่าเมื่อยกมือขึ้นมาได้เพียงครึ่งทาง เขาก็ต้องหยุดชะงักและลดมือลง
เขาดึงสติกลับมาได้ว่าพวกเขาทั้งสองยังไม่ได้หมั้นหมายหรือแต่งงานกัน การที่จะโอบกอดกันในที่ลับตาคนเช่นนี้มันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
"ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ" ชุยสุ่ยเฉ่าปาดน้ำตาบนแก้มอย่างรวดเร็ว เธอส่ายศีรษะเบาๆ
"ถ้าอย่างนั้น... พี่ซิงเซิ่งก็ลองเก็บไปคิดทบทวนดูอีกทีเถอะนะคะ ฉันกลับก่อนล่ะ"
จบคำพูด หญิงสาวก็รีบจ้ำอ้าวเดินออกจากแนวป่าทึบไปอย่างไม่เหลียวหลัง
***
ที่ปักกิ่ง
วันนี้อากาศดีเป็นพิเศษ ท้องฟ้าโปร่งใสราวกับไร้เมฆ ทั้งยังมีสายลมอันแสนสดชื่นพัดโชยมาเป็นระลอก
เจียงหลีกำลังเอนกายนั่งพิงพนักเก้าอี้หวายโยกตัวโปรดในสวนหลังบ้านอย่างสบายอารมณ์
เธอเพิ่งจะปิดหนังสือที่อ่านค้างไว้ลงหมาดๆ สายตาของเธอทอดมองไปยังมารดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไช่ซิ่วเฟินกำลังสาละวนอยู่กับการถักเสื้อไหมพรม สองมือขยับอย่างคล่องแคล่วว่องไว
"แม่คะ แม่จะนั่งพักเฉยๆ สบายๆ สักเดี๋ยว ไม่ได้เลยเหรอคะ"
เจียงหลีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก "นี่ตั้งแต่แม่มาปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ แม่ก็ถักทั้งเสื้อไหมพรมทั้งกางเกงไหมพรมให้พวกรุ่ยรุ่ยไปคนละ 2 ชุดแล้วนะคะเนี่ย!"
ไช่ซิ่วเฟินไม่ได้เงยหน้าหรือหยุดมือที่กำลังขยับอยู่เลย เธอตอบกลับมาเรียบๆ "นี่แม่ถักให้เยี่ยนชิงเขาน่ะ"
"คะ?! ลั่วเยี่ยนชิงเขาก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเสื้อไหมพรมใส่นี่คะ"
เจียงหลีแอบนึกอยู่ในใจ ก่อนหน้านี้เธอก็เพิ่งถักให้เขาไปตัวหนึ่ง แถมยังใช้แต้มผ่านเจ้าตุนตุนไปแลกซื้อเสื้อสเวตเตอร์ขนสัตว์คุณภาพเยี่ยมจากร้านค้าระบบมาให้เขาอีกตั้ง 2 ตัว
ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้าจะใส่อยู่เลยสักนิดเดียว!
เมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่เจือความเปรี้ยวในประโยคของลูกสาวสุดที่รัก ไช่ซิ่วเฟินก็อดที่จะยิ้มขำออกมาเบาๆ ไม่ได้ เธอส่ายหน้าเล็กน้อย
"แหม แล้วเมื่อปีที่แล้วตอนแม่มา แม่ไม่ได้เอาเสื้อไหมพรมที่แม่ถักเองมาให้ลูกหรือไงจ๊ะ"
มารดาอดนึกย้อนไปไม่ได้ ไม่ใช่แค่เอามาให้ แต่เธอขนมาให้ถึง 2 ตัว พร้อมด้วยกางเกงไหมพรมอีก 1 ตัว เป็นเสื้อสีขาวกับสีม่วงอ่อน และกางเกงสีแดงสด
ไช่ซิ่วเฟินรู้ใจลูกสาวคนนี้ดีว่าไม่ชอบสีเข้ม เธอจึงอุตส่าห์ไปเลือกซื้อไหมพรมสีอ่อนมาเตรียมไว้โดยเฉพาะ
ตั้งแต่เจียงหลีย้ายมาปักกิ่ง พอมีเวลาว่าง ไช่ชิวเฟินก็จะหยิบงานถักนิตติ้งขึ้นมาทำเพื่อลูกสาวที่เธอรักและคิดถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อมาปักกิ่งปีที่แล้ว จึงไม่ลืมที่จะหอบหิ้วเสื้อผ้าที่ถักเสร็จแล้วเหล่านั้นติดมือมาด้วย
เจียงหลีเบะปากน้อยๆ "หนูไม่ได้อิจฉาลูกเขยของแม่สักหน่อยค่ะ"
"จ้าจ้ะ ลูกก็ปากแข็งไปเถอะ"
"แม่คะ..."
"ว่าไงล่ะเรา อยากจะพูดอะไรอีก"
"ก็คือ... ลั่วเยี่ยนชิงเขาไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้าจริงๆ ค่ะ แม่ไม่ต้องลำบากถักให้เขาก็ได้"
"แม่ก็นั่งว่างๆ อยู่แล้วนี่นา" ไช่ซิ่วเฟินยังคงก้มหน้าถักต่อ
"อีกอย่าง... แม่ก็ถักให้ทั้งลูก ทั้งหลานๆ พวกรุ่ยรุ่ยไปหมดแล้ว ถ้าจะขาดแค่เยี่ยนชิงไปคนเดียว มันก็ดูไม่ดีสิ"
"หนูไม่เห็นว่ามันจะไม่ดียังไงตรงไหนเลย" เจียงหลียังคงพยายามต่อ
"หนูก็แคไม่อยากให้แม่เหนื่อย นี่หนูก็พูดกับแม่ไม่รู้กี่รอบแล้วนะ แต่แม่ก็ทำเป็นลืมทุกทีเลย"
ไช่ซิ่วเฟินเหลือบสายตามองลูกสาวพร้อมกับรอยยิ้ม "แม่ของลูกคนนี้ยังแข็งแรงดีอยู่
อีกอย่าง... แค่ถักเสื้อไหมพรมตัวเดียว มันจะไปเหนื่อยอะไรกันนักหนา"
[จบบท]