บทที่ 584: ช่างบังเอิญเกินไปหน่อย
แม่ซูเอาแต่นั่งนึกถึงภาพของซูชิงลูกสาวคนโต
เธอไล่ย้อนดูทุกการกระทำ ตั้งแต่ตอนที่กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงเทศกาลตรุษจีนจนถึงวันที่กลับไป ยิ่งคิดก็ยิ่งติดใจ ทั้งน้ำเสียงสั่นเครือตอนที่โทรศัพท์ทางไกลมาร้องไห้สะอึกสะอื้น ทั้งเนื้อความในจดหมายที่เขียนมาขอเงินไม่หยุดตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา
ลึกๆ แล้ว เธอเริ่มรู้สึกว่าคำพูดของซูม่านลูกสาวคนที่สอง ที่เคยเตือนเอาไว้อาจจะไม่ใช่แค่การเดาสุ่ม
พอเดินกลับเข้าบ้าน แม่ซูก็ไม่มีอารมณ์จะนั่งพักที่ห้องนั่งเล่นเหมือนทุกวัน เธอรู้สึกหนักอึ้งในอกจนต้องเดินตรงดิ่งเข้าห้องนอนไปทันที
“กลับมาแล้วเหรอ ว่าไงล่ะ ไปหาม่านม่านแล้วไม่ได้เงินมาอีกล่ะสิ?”
พ่อซูกลับมาจากทำงาน พอไม่เห็นภรรยาอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงหนีมาอยู่ในห้องนอน และก็เป็นจริงอย่างที่คิด เขาผลักประตูเข้าไปก็เห็นแม่ซูนอนหันหน้าออกหน้าต่างเงียบๆ พ่อซูเลยปิดประตูเบาๆ แล้วเดินไปข้างเตียงก่อนจะเอ่ยปากถาม
“เด็กนั่นมันอกตัญญูจริงๆ”
แม่ซูลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงทันที หายใจฟึดฟัด จ้องหน้าสามีแล้วระบายออกมา “นี่คุณ ตลอดครึ่งปีมานี่ ชิงชิงเอาแต่โทรมาขอเงินเรา คุณว่าลูกกำลังเห็นเราเป็นคนโง่เง่า เป็นตู้กดเงินเคลื่อนที่อยู่หรือเปล่า?
เผลอๆ นะ ลูกอาจจะไม่ได้ป่วยเลยก็ได้ แล้วรอบนี้ ลูกของเธอก็คงไม่ได้ป่วยเหมือนกัน เธอแค่หาเรื่องหลอกเอาเงินจากเราให้ได้มากที่สุดนั่นแหละ คุณว่าไง”
“ทำไมอยู่ๆ คุณถึงคิดแบบนี้?” พ่อซูทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า สีหน้าดูฉงนปนประหลาดใจ
“ฉันไม่อยากคิดแบบนี้หรอก แต่ม่านม่านเด็กอกตัญญูนั่นแหละที่มาสะกิดใจฉัน คุณคิดดูสิ ตลอดครึ่งปีมานี้เรื่องมันจะบังเอิญอะไรขนาดนั้น เริ่มจากชิงชิงอ้างว่าตัวเองป่วยหนัก ต่อมาก็ลูกป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล นี่มันจะไม่ประจวบเหมาะไปหน่อยเหรอ?”
แม่ซูจ้องการแสดงออกของพ่อซูไม่วางตา “แล้วอีกอย่าง คุณไม่รู้สึกบ้างเหรอว่าตอนตรุษจีนที่ชิงชิงกลับมา ท่าทาง การพูดการจาของลูก มันเหมือนกับม่านม่านสมัยก่อนไม่มีผิด ตอนที่ชอบมาอ้อนเราน่ะ? มันเหมือนกันเปี๊ยบเลย”
พ่อซูฟังจนจบก็นิ่งไปนาน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “แล้วคุณจะเอายังไง?”
“ฉันจะไปที่ซีเป่ย เราลางานสักสองสามวัน ไปดูให้เห็นกับตาเลย ถ้าฉันรู้ว่าชิงชิงกล้าหลอกเงินเราล่ะก็ คอยดูเถอะ ฉันจะจัดการลูกคนนี้ให้หนัก!” สีหน้าของแม่ซูเคร่งเครียด แววตาเย็นชาจนน่ากลัวเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
“ลางานวันหนึ่งก็หักเงินวันหนึ่งนะ ถ้าเราไปกันสองคนนี่เสียหายเยอะเลย” พ่อซูไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธทันที ท่าทีของเขาดูอึดอัดใจอย่างชัดเจน
“แล้วคุณจะให้ทำยังไงล่ะ? จะให้ปล่อยลูกหลอกเอาเงินเราไปฟรีๆ แบบนี้เหรอ! เงินที่เราหามาเหนื่อยแทบตายนะ!”
“ใจเย็นก่อน ตอนนี้คุณก็แค่สงสัยเพราะคำพูดของม่านม่าน เรายังไม่มีหลักฐานอะไรเลยว่าชิงชิงหลอกเราจริงๆ
ต่อให้…ต่อให้ลูกหลอกเราจริง มันก็แปลว่าหลานไม่ได้ป่วยหนักอะไร ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลไปผ่าตัดเจ็บตัว แบบนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ”
ไม่ว่ายังไง เธอก็ยังเป็นสายเลือดของเขา พ่อซูไม่อยากทำอะไรรุนแรงกับลูกเพียงเพราะเรื่องเงิน เขายังแอบหวังว่านี่เป็นแค่ความเข้าใจผิด
“เรื่องดีอะไรกัน! คุณนี่พูดง่ายจัง! นี่ยังไม่นับเงิน 50 หยวนที่ฉันแอบยัดใส่มือลูก ตอนวันที่มันจะกลับซีเป่ยนะ! ไหนจะครั้งก่อนที่โทรศัพท์มาร้องห่มร้องไห้ เขียนจดหมายมาพร่ำพรรณนาว่าป่วยหนัก ต้องผ่าตัดด่วนไม่งั้นจะตายเอา บอกว่าบ้านสามีไม่ยอมออกเงินค่ารักษาให้เราช่วยหน่อย”
“พอเถอะน่า ก็ลูกหลานในบ้านทั้งนั้น เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าพูดถึงมันอีกเลย” พ่อซูรีบขัดจังหวะ
“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้! นี่ยังไม่นับเงินที่ม่านม่านให้ไปนะ ฉันต้องถอนเงินเก็บของเราไปตั้ง 260 หยวนส่งไปให้ลูก! นั่นมันเงินเดือนฉันเกินครึ่งปีเลยนะ จะให้ชิงชิงหลอกเอาไปดื้อๆ แบบนี้เหรอ?” แม่ซูยิ่งพูดก็ยิ่งขึ้นเสียง
“ชิงชิงไม่ใช่ลูกคุณหรือไง?” พ่อซูถามกลับเสียงเรียบ
“นี่คุณพูดบ้าอะไรของคุณ!” สีหน้าแม่ซูบูดบึ้ง “ฉันยังไม่เคยเห็นใครยอมรับว่าตัวเองโดนสวมเขาหรอกนะ!”
พ่อซูไม่ได้โกรธตอบ เขาแค่ถอนหายใจยาวพยายามข่มอารมณ์ “ถ้าคุณอยากจะไปซีเป่ยจริงๆ ก็ไปคนเดียวเถอะ หรือไม่ก็รอให้เทาเทาปิดเทอมภาคฤดูร้อนก่อน แล้วให้ลูกไปเป็นเพื่อนคุณ”
เทาเทา หรือชื่อจริงคือ ซูเทา เป็นลูกชายคนเล็กของทั้งสอง กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ 1 ซึ่งก็อีกนานกว่าจะถึงวันหยุด
“จะให้ตกลงตามนี้เนี่ยนะ?” แม่ซูถามย้ำอย่างไม่สบอารมณ์
[จบบท]