บทที่ 585: ลั่วเยี่ยนชิงพูดจริงทำจริง
แม่ซูหันไปมองพ่อซู
พ่อซูพยักหน้า เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพูด “เรื่องเงินน่ะ ถ้าชิงชิงเขาคืนให้ คุณก็รับไว้แค่ส่วนหนึ่งก็พอ ที่เหลือก็ปล่อยให้ลูกเก็บไว้ใช้เถอะ แต่ถ้าลูกใช้หมดไปแล้ว ก็ช่างมัน อย่าไปทำเรื่องวุ่นวายให้มันน่าเกลียดต่อหน้าครอบครัวฝั่งนู้นเลย”
“ถ้าลูกกล้าโกหกเราจริง ๆ ลูกต้องคืนเงินมาให้ฉันทั้งหมด!”
แม่ซูขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“คุณลืมไปแล้วหรือไง ว่าตอนชิงชิงแต่งงานเมื่อเดือนธันวาปีก่อนนู้น ลูกอุตส่าห์เขียนจดหมายมาบอกล่วงหน้า แต่คุณมัวแต่โมโห ไม่ยอมส่งอะไรไปให้ลูกเลยสักอย่าง รอบนี้ที่คุณจะไปซีเป่ย ถ้าลูกโกหกจริง ๆ แล้วไม่ยอมคืนเงินให้ ก็ถือว่าเงินก้อนนั้นเป็นสินสมรสที่เรายกให้ลูกไปก็แล้วกัน”
พอได้ยินสามีพูดแบบนี้ แม่ซูก็อารมณ์ขึ้น รีบโบกมือไล่ “ไปเลย! คุณออกไปเดี๋ยวนี้เลย ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ!” พูดจบก็ล้มตัวลงนอนหันหลังให้ เตียงดังเอี๊ยด แม่ซูหน้าบึ้งตึง เม้มปากสนิท ไม่ยอมพูดอะไรอีก
***
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่นานบรรดาโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม และโรงเรียนมัธยมต่างก็เริ่มทยอยปิดเทอมฤดูร้อนกันแล้ว
วันนี้คือวันแรกของการหยุดยาว
ณ บ้านพักข้าราชการ
บ้านสกุลลั่ว
“เก็บของเสร็จแล้วเหรอ” ลั่วเยี่ยนชิงก้าวขายาว ๆ เข้ามาในห้องนอน เขาเหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางใบเขื่องสามใบถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย แถมบนพื้นยังมีหีบใบใหญ่อีกสองใบวางอยู่ จึงเอ่ยถามขึ้น
เจียงหลีพยักหน้าตอบรับ “อืม เสร็จหมดแล้วค่ะ กระเป๋าพวกนี้เป็นเสื้อผ้าของคุณ ฉัน แล้วก็ของพวกรุ่ยรุ่ย ส่วนในหีบสองใบนี้เป็นของขวัญที่ฉันเตรียมไปฝากปู่ย่า ลุงใหญ่ แล้วก็ญาติ ๆ ที่บ้านเกิดค่ะ”
“งั้นผมยกหีบไปไว้ที่รถก่อนนะ คุณลองไปดูแม่หน่อยว่าท่านเตรียมตัวเสร็จหรือยัง แล้วก็เรียกพวกลั่วหมิงรุ่ยด้วย รถมาจอดรออยู่ข้างนอกแล้ว”
เมื่อวานนี้ ทีมโปรเจกต์ของลั่วเยี่ยนชิงเพิ่งจะเริ่มหยุดพักร้อนกันพอดิบพอดี เขานึกถึงสัญญาที่ให้ไว้กับเจียงหลีได้ จึงไม่รอช้า รีบไปยื่นเรื่องขอใช้รถกับผู้เฒ่าซ่ง เพื่อที่เขาจะได้ขับรถพาแม่ยาย ภรรยา และลูก ๆ กลับหมู่บ้านอาวลี่ได้สะดวกหน่อย
เขายังแจ้งไว้ล่วงหน้าด้วยว่า ค่าน้ำมันทั้งหมดเขาจะเป็นคนรับผิดชอบเอง
ผู้เฒ่าซ่งไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว เพราะความจริงสถาบันวิจัยมีรถยนต์ส่วนตัวจัดสรรไว้ให้ลั่วเยี่ยนชิงใช้อยู่แล้ว แต่เป็นเพราะเจ้าตัวเป็นคนไม่ชอบโอ้อวด ไม่เคยทำตัวเด่นดัง เลยไม่เคยเอารถคันนั้นมาใช้พร่ำเพรื่อราวกับเป็นของตัวเอง
ดังนั้น พอครั้งนี้ลั่วเยี่ยนชิงเอ่ยปากขอยืมรถ ผู้เฒ่าซ่งจึงอนุมัติอย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อดูแลความปลอดภัยของลั่วเยี่ยนชิง ผู้เฒ่าซ่งยังใจดีจัดรถอีกคันให้หวังเยว่และหลี่จวินขับตามไปด้วย จะได้สะดวกในการเดินทางไปอารักขา
***
“สหายลั่ว คุณพักเถอะครับ เดี๋ยวของพวกนี้ผมกับหลี่จวินยกเอง”
หวังเยว่เห็นลั่วเยี่ยนชิงกำลังอุ้มหีบใบใหญ่ออกจากห้องรับแขก เขาก็รีบขยิบตาให้หลี่จวิน ทั้งคู่ก้าวเข้าไปช่วย หลี่จวินเป็นฝ่ายช้อนรับหีบจากมือลั่วเยี่ยนชิงไปอุ้มไว้เองแล้วเดินนำออกไปนอกรั้ว ส่วนหวังเยว่ก็ตามลั่วเยี่ยนชิงกลับเข้าไปช่วยยกหีบอีกใบที่เหลือ
ใช้เวลาไม่นาน ข้าวของทั้งหมดก็ถูกลำเลียงขึ้นไปบนรถจี๊ปที่จอดรออยู่หน้าบ้านจนเสร็จเรียบร้อย ลั่วเยี่ยนชิงจึงพาทุกคนในครอบครัวเดินออกมายังหน้าประตูรั้ว
เจียงหลีจัดการล็อกประตูรั้วจนแน่นหนา แล้วหันมาถามสามี “คุณปิดหน้าต่างหมดทุกบานแล้วใช่ไหมคะ”
“อืม”
ลั่วเยี่ยนชิงขานรับในลำคอ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูหลัง กับประตูที่นั่งข้างคนขับของรถเก๋งสีดำคันที่จอดอยู่ด้านหน้ารถจี๊ป แล้วเรียกให้เจียงหลี แม่ยาย และลูก ๆ ทั้งสามคนขึ้นรถ
เจียงหลีหันไปถามแม่ “แม่คะ แม่นั่งข้างหน้าไหม”
ไช่ซิ่วเฟินส่ายหัว “แม่นั่งข้างหลังกับหลาน ๆ ดีกว่า ลูกนั่นแหละไปนั่งข้างหน้าเถอะ”
“ให้หม่าม้านั่งข้างหน้าครับ! ผมกับพี่ใหญ่แล้วก็น้องสาวจะนั่งเป็นเพื่อนคุณยายอยู่ข้างหลังเอง!” เจ้าก้อนแป้งหมิงหานยิ้มตาหยี ส่งเสียงแป๋วแหววอย่างอารมณ์ดี เขาตั้งหน้าตั้งตารอวันกลับบ้านเกิดมานานมาก ๆ แล้ว ในที่สุดวันนี้พวกเขาก็กำลังจะได้ออกเดินทางกันจริง ๆ เสียที!
“ฉันนั่งข้างหลังดีกว่าค่ะ” เจียงหลีตัดสินใจ
เธออุ้มลั่วหมิงรุ่ย ลูกชายคนโต ไปวางบนเบาะนั่งข้างคนขับ แล้วก้มลงคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย จากนั้นก็หันไปประคองแม่ของตนให้ก้าวขึ้นรถไปนั่งเบาะหลังก่อน แล้วจึงส่งเวยเวยให้ท่านอุ้มไว้ ตบท้ายด้วยการอุ้มเจ้าก้อนแป้งหมิงหานตามขึ้นไปนั่งด้วยกัน
[จบบท]