บทที่ 59: ต้าหมิงหาน (2)
ไม่เคยคาดคิดเลยว่าชีวิตหลังความตายจะมอบโอกาสให้เขาย้อนกลับคืนสู่วัยเด็กได้อีกหน เป็นการกลับมาในช่วงเวลาสำคัญก่อนที่โศกนาฏกรรมจะพรากเขาและเวยเวยน้องสาวฝาแฝดไปจากอ้อมอกของครอบครัว
วินาทีที่ลืมตาขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยวัยสองขวบอีกครั้ง หัวใจของเขาพองโตด้วยความยินดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ความรู้สึกตื้นตันมันเอ่อล้นจนกลั่นออกมาเป็นหยาดน้ำตา เขาได้กลับมาแล้วจริงๆ
เขาได้วางแผนทุกอย่างไว้ในใจอย่างรอบคอบแล้ว คราวนี้เขาจะใช้ชีวิตที่สองที่ได้รับมานี้เพื่อปกป้องทุกคน ปกป้องพี่ชาย ปกป้องน้องสาว ปกป้องตัวเขาเองในวัยเด็ก และที่สำคัญที่สุดคือปกป้องคุณแม่คนใหม่ผู้มอบความรักให้แก่พวกเขาสามพี่น้องอย่างสุดหัวใจ เขาจะไม่ยอมให้โชคชะตาอันโหดร้ายพรากตัวเขาในวัย 5 ขวบและน้องสาวไปจากห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นอีกเป็นอันขาด เรื่องราวในชาติที่แล้วจะต้องไม่ซ้ำรอยเดิม
แม้เขาจะไม่รู้เลยว่าหลังจากถูกลักพาตัวไปแล้ว ชะตากรรมได้พัดพาน้องสาวของเขาไปที่ใด แต่สำหรับเรื่องราวของตัวเองนั้น เขากลับจดจำมันได้ขึ้นใจอย่างน่าประหลาด ทุกฉากทุกตอนก่อนที่จะถูกพรากไปจากครอบครัว มันย้อนกลับเข้ามาในหัวอย่างชัดเจนในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต ตอนที่ร่างของเขาร่วงหล่นจากนั่งร้านสูงลิบของไซต์ก่อสร้าง
ภาพความทรงจำเหล่านั้นมันแจ่มชัดเสียจนน่าใจหาย ทุกรายละเอียด ทุกใบหน้าของผู้คนในนั้น ปรากฏขึ้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมคือของเล่นสีสันสดใสที่คนร้ายนำมาเป็นเครื่องมือล่อลวงเด็กน้อยทั้งสอง
วันนั้นเขากับน้องสาวยืนอยู่เคียงข้างคุณแม่เจียงหลี รอคอยของเล่นชิ้นใหม่ที่เธอกำลังจะซื้อให้ แต่แล้วเขาก็หลงลืมคำเตือนของแม่ไปชั่วขณะ เพียงเพราะปืนไม้กับตุ๊กตาผ้าขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ที่หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งยื่นมาให้ดู เขาจูงมือน้องสาวเดินตามแรงดึงดูดนั้นไปจนถึงหน้าประตูห้างสรรพสินค้า โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือก้าวแรกสู่ฝันร้ายที่พรากอนาคตของพวกเขาไปตลอดกาล
หลังจากนั้น หญิงแปลกหน้ากับพวกของเธอก็อุ้มร่างเล็กๆ ของเขากับน้องสาวขึ้นพาดบ่า ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ชื้นแฉะปิดปากและจมูก กลิ่นฉุนของมันทำให้สติของเด็กน้อยทั้งสองดับวูบลงอย่างรวดเร็ว ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือประตูทางเข้ารถโดยสารประจำทาง ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิท เขายังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำ
เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ไม่เห็นวี่แววของน้องสาวแล้ว ความหวาดกลัวและความสับสนถาโถมเข้าใส่จนเขาระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาอย่างสุดเสียง ชายหญิงคู่หนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นพ่อกับแม่พยายามเอาอกเอาใจสารพัด พวกเขาคะยั้นคะยอให้เขาเรียกพวกเขาว่าพ่อแม่ แต่เขาก็ไม่ยอมทำตาม
ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง ยังคงปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี พร่ำบอกทุกวันว่าเขาคือลูกชายของพวกเขา ตอนนี้พวกเขาจะเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่ และเมื่อพวกเขาแก่ชราลง ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องดูแลปรนนิบัติ สืบทอดวงศ์ตระกูล และส่งพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย
วันแล้ววันเล่าที่เขาเฝ้ารอคอยให้คุณพ่อและคุณแม่คนใหม่มาช่วย แต่ก็ไร้วี่แวว จนกระทั่งกาลเวลาค่อยๆ กัดกินความทรงจำในวัยเยาว์ของเขาให้เลือนลางลงไปทีละน้อย และในตอนที่เขากำลังจะเปิดใจยอมรับชายหญิงแปลกหน้าคู่นั้นเป็นพ่อแม่ของตัวเอง โชคชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง เมื่อพวกเขามีลูกเป็นของตัวเอง ชีวิตที่เคยดูเหมือนจะดีของเขาก็พังทลายลงนับตั้งแต่นั้น
จากเด็กน้อยคนหนึ่ง เขาถูกใช้งานเยี่ยงทาส ถูกแม่เลี้ยงสั่งให้ซักผ้าทำกับข้าว ถูกพ่อเลี้ยงตะคอกให้ไปเลี้ยงวัวเลี้ยงแกะ ตัดหญ้ามาให้หมูกิน พวกเขาไม่เคยคิดจะส่งเขาเรียนหนังสือ ตราหน้าว่าเขาเป็นแค่ลูกไม่มีหัวนอนปลายเท้า การให้ที่ซุกหัวนอนกับเศษอาหารประทังชีวิตก็ถือเป็นบุญคุณท่วมหัวแล้ว จะไม่ยอมสิ้นเปลืองเงินทองไปกับเรื่องไร้สาระอย่างการศึกษาของเขาเป็นอันขาด
ชีวิตในแต่ละวันของเขาจึงมีแต่การถูกดุด่าทุบตี กินไม่อิ่ม ทนหนาวในเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ วังวนแห่งความทุกข์ทรมานนี้ดำเนินต่อไปเป็นเวลาเกือบสิบปี
จนกระทั่งยุคของการปฏิรูปและเปิดประเทศมาถึง ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มเดินทางออกจากถิ่นฐานเพื่อไปทำงานหาเงินในเมืองใหญ่ เขาเองก็ถูกไล่ออกจากบ้านให้ไปทำงานหาเงินส่งกลับมาให้น้องชายต่างสายเลือดได้แต่งงาน
การได้ออกจากบ้านหลังนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเขา เพราะลึกๆ แล้วเขารู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ เขาต้องการจะออกไปจากหุบเขาแห่งนี้ และใช้โอกาสในการทำงานต่างถิ่นเพื่อตามหาครอบครัวที่แท้จริงของตัวเอง
แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผันอีกครั้ง หลังจากทำงานในไซต์ก่อสร้างได้ไม่นาน ขณะที่กำลังทำงานอยู่บนนั่งร้านสูงเท่าตึกห้าชั้น เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ทำงานอยู่ข้างๆ เกิดพลาดท่าก้าวผิดจังหวะ ร่างของเพื่อนกำลังจะร่วงลงไปเบื้องล่าง ด้วยสัญชาตญาณเขาจึงรีบคว้าตัวเพื่อนไว้ได้ทัน แต่แรงเหวี่ยงกลับทำให้ร่างของเขาเองที่ร่วงหล่นลงไปแทน
ในปีนั้นเขายังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ชีวิตของเขาจบลงเพียงเท่านั้น
เขาเคยคิดว่าความตายอาจจะเป็นการปลดปล่อยที่ดีที่สุดแล้ว แต่ใครจะรู้เล่าว่าในห้วงลมหายใจสุดท้าย ภาพความทรงจำก่อนถูกลักพาตัวกลับฉายชัดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
สิ่งที่ต้าหมิงหานถ่ายทอดให้ลั่วหมิงหานตัวน้อยฟังในตอนนี้ ล้วนออกมาจากใจจริงทั้งสิ้น และจากการสังเกตการณ์ตลอดทั้งวัน เขาก็ค้นพบความจริงที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง นั่นคือคุณแม่เจียงหลีในปัจจุบัน กับคุณแม่คนใหม่ในความทรงจำของเขา ดูเหมือนจะไม่ใช่คนเดียวกันเลย
ถ้าจะถามว่าทำไม
ก็เพราะคุณแม่คนใหม่ในความทรงจำของเขานั้นทำอาหารไม่ได้เรื่องเลยสักนิด ถึงแม้ใบหน้าจะงดงามราวกับนางฟ้าเดินดิน แต่ฝีมือการทำครัวกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เวลาหุงข้าวทีไร ถ้าไม่แฉะเป็นโจ๊กก็แข็งเป็นหินทุกทีไป
[จบบท]