บทที่ 595: ความแค้น
“แม่ก็ดูเอาเองสิ! นี่ไงผลผลิตของแม่ ของราคาถูกที่แม่เบ่งออกมา มันไม่มียางอายเลยสักนิด! แค่เพราะอยากจะสมหวังกับไอ้โจวเหวยหมิน ขนาดป่าละเมาะหลังหมู่บ้านมันยังหน้าด้านแอบเข้าไปกับผู้ชายได้!”
สวีชุนไหลระเบิดอารมณ์ใส่แม่สวี เสียงของเขาดังลั่นไปทั่วห้องครัวที่คับแคบ เขายิ่งพูดยิ่งเดือดดาล พลางชี้หน้าสวีชุนเสียที่กำลังก้มหน้างุดกินข้าวอยู่ในมุมห้อง
“พอมานึกย้อนดูตอนนี้ ไอ้ที่เมื่อก่อนมันทำเป็นสนิทสนมกับเจียงหลี ที่แท้ก็ตอแหลทั้งเพ! ถ้ามันไม่ตอแหล มันรู้อยู่เต็มอกว่าโจวเหวยหมินมันเลวแค่ไหน แถมยังเป็นคนบีบให้เจียงหลีต้องถอนหมั้น แล้วไอ้โจวเหวยหมินมันก็ไปได้เสียกับปัญญาชนซูแล้วแท้ๆ ทำไมมันยังต้องด้านหน้าเสนอตัวเข้าไปแทรกกลางอีก!
แม่คิดว่ามันกำลังตบหน้าใครอยู่ มันตบหน้าเจียงหลี! แล้วเจียงหลีดีกับมันไม่พอรึไง!”
น้ำเสียงของสวีชุนไหลเต็มไปด้วยความขุ่นแค้นที่ต้องเสียผลประโยชน์ “ถ้าเจียงหลีดีกับมันไม่จริง จะยอมคบมันเป็นเพื่อนเหรอ จะเอาของกินดีๆ ที่บ้านมาแบ่งให้มันกินถึงปากรึไง! แล้วพ่อของเจียงหลีที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน จะคอยแอบจัดงานเบาๆ สบายๆ ให้มันทำทุกครั้งเหรอ!”
เขากระแทกเสียงสรุป “มาหาว่าผมอกตัญญู! หาว่าผมเป็นไอ้พวกเนรคุณ! ผมว่าไอ้ของราคาถูกที่แม่คลอดออกมานี่แหละ ที่มันทั้งอกตัญญู ทั้งเนรคุณ เป็นหมาป่าตาขาวที่เลี้ยงยังไงก็ไม่เชื่อง!
ถ้ามันไม่เนรคุณจริง ด้วยความสัมพันธ์ที่เคยสนิทกันขนาดนั้น ทำไมป่านนี้เจียงหลีถึงไม่เคยเหลียวแลมันเลยสักนิด!”
สวีชุนเสียที่ตกเป็นเป้าโจมตีได้แต่ก้มหน้าต่ำลงเรื่อยๆ จนแทบจะมุดหัวลงไปในชามข้าวอยู่แล้ว น้ำตาร้อนผ่าวคลอหน่วยอยู่ที่ขอบตา แต่เธอก็พยายามข่มกลั้นไว้สุดกำลัง
ของราคาถูก...
คำพูดนี้มันช่างทิ่มแทงหัวใจเหลือเกิน ในสายตาของพ่อแม่ และพี่ชายกับน้องชายอีกคน ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอ พี่สาวคนโต หรือน้องสาวอีกสองคน พวกเธอทั้งหมดก็เป็นได้แค่ ‘ของราคาถูก’ เป็นของไร้ค่าที่รอวันเฉดหัวส่งออกจากบ้าน แล้วครอบครัวแบบนี้ เธอจะมีไว้เพื่ออะไรกัน
แม่สวีถึงกับหน้าชาไปเหมือนโดนตบ ลูกชายคนโตด่ากราดออกมาได้ตรงใจเธอดำมืดทุกอย่าง เธอเชื่อสุดใจว่าที่สวีชุนไหลพูดมาทั้งหมดนั้นถูกต้อง เป็นเพราะลูกสาวตัวดีที่เธอคลอดออกมามันไม่เจียมกะลาหัวตัวเอง ทำให้ครอบครัวของพวกเธอต้องผิดใจกับครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านอย่างรุนแรง และที่เลวร้ายที่สุด คือทำให้เธอต้องกลายเป็นตัวตลก โดนอีนังชุยปากลำโพง อีนังหวังชุนฮวา และอีนังหลี่ต้าหนิว เอาไปนินทาเยาะเย้ยเสียดสีครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้จักจบสิ้น
พอไฟโทสะถูกจุดติด ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานก็ระเบิดออก แม่สวีไม่คิดจะทนอีกต่อไป ร่างผอมเกร็งของเธอพุ่งพรวดเดียวเข้าหาสวีชุนเสียทันที หวังจะระบายความคับแค้นทั้งหมดที่มีลงบนตัวต้นเหตุ
“แม่! แม่จะทำอะไรน่ะ!”
สวีชุนเหมย น้องสาวอีกคน เงยหน้าขึ้นมาจากชามข้าวของตัวเองพอดี เมื่อเห็นร่างของแม่พุ่งเข้าใส่พี่สาวคนที่สามด้วยท่าทีคุกคาม เธอก็ตกใจจนต้องร้องตะโกนออกมา
แต่เสียงร้องห้ามนั้นช้าเกินไป สวีชุนเสียยังไม่ทันได้ขยับตัวหนีด้วยซ้ำ กลุ่มผมที่แห้งกระด้างของเธอก็ถูกแม่สวีกระชากอย่างแรงจนหน้าหงาย ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกร้านจะฟาดลงบนใบหน้าของเธอเต็มแรงติดต่อกันสองครั้งซ้อน!
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
“อย่าตีพี่สามนะแม่! แม่หยุดเดี๋ยวนี้ แม่ทำแบบนี้มันผิดกฎหมายนะ!” สวีชุนเหมยทนดูอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เธอรีบโผเข้าไปพยายามแกะมือของแม่ที่กำผมของพี่สาวไว้แน่น แต่ผลที่ได้คือ แม่สวีสะบัดมือที่ว่างอยู่อีกข้างตบหน้าเธอเป็นการสั่งสอนกลับมาหนึ่งฉาด!
สวีชุนไหลที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ รีบเข้ามาดึงแขนสวีชุนเหมยให้ถอยออกมา “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง! พี่สามแกมันทำผิดเอง แม่จะตบจะตีสั่งสอนมันก็สมควรแล้ว! ถ้าแกไม่อยากโดนแม่หวดไปด้วย ก็ไสหัวไปอยู่เงียบๆ ตรงนู้นไป!”
“พี่!” สวีชุนเหมยตะโกนกลับทั้งน้ำตา เธอจ้องหน้าพี่ชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “พี่สามไม่ใช่ของราคาถูก! ฉันกับน้องหกก็ไม่ใช่! พวกเราเป็นคนเหมือนกัน! เหมือนกับพี่แล้วก็น้องห้าไง!”
สวีชุนเหมยเกลียด... เกลียดพ่อกับแม่ เกลียดพี่ชายกับน้องชายสองคนในบ้านหลังนี้จนแทบกระอักเลือดออกมา เพียงเพราะพ่อกับแม่ลำเอียงอย่างน่ารังเกียจ เพียงเพราะพี่รองกับน้องห้าเกิดมามี ‘ไอ้นั่น’ ห้อยต่องแต่งอยู่ระหว่างขา
พวกเธอก็เลยถูกตีตราว่าเป็น ‘อีนังเด็กผู้หญิง’ เป็น ‘ของราคาถูก’ ที่ไร้ค่า
ตั้งแต่จำความได้ พวกเธอสี่พี่น้องต้องทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย แต่กลับได้กินข้าวแค่พอประทังชีวิต เป็นอาหารเหลือเดนที่น้อยที่สุดในบ้าน ไม่นับรวมการทุบตีและด่าทอที่ต้องเจอเป็นประจำ นี่หรือคือชะตากรรมของเด็กผู้หญิงที่เกิดมา หรือว่าพวกเธอไม่ควรจะเกิดมาตั้งแต่แรก
ไม่! มันต้องไม่ใช่แบบนี้!
เธอจำได้แม่นยำ พี่เจียงหลีเคยบอกเธอว่า เด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชายต่างก็เป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่เหมือนกัน ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครสูงกว่าใคร ต่ำกว่าใคร ทุกคนมีสิทธิ์ไปโรงเรียน พอโตขึ้นก็สามารถเข้าโรงงาน ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้เหมือนกันหมด
แต่ในนรกที่เรียกว่า ‘บ้าน’ หลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวคนโต พี่สาม ตัวเธอ หรือน้องหก ไม่มีใครสักคนเดียวที่ถูกพ่อแม่ส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือ พ่อกับแม่มักจะพร่ำด่าเสมอว่าพวกเธอคือของราคาถูกที่เกิดมาเพื่อผลาญข้าวสุกของบ้าน เลี้ยงให้โตเปลืองข้าวเปลืองน้ำ สุดท้ายก็ต้องซมซานไปอยู่บ้านผู้ชายคนอื่น เป็นพวกเลี้ยงไม่เชื่องที่ไว้ใจไม่ได้ การที่พวกท่านอุตส่าห์ ‘เมตตา’ ไม่ปล่อยให้อดตายคาบ้าน ก็นับเป็นบุญคุณท่วมหัวแล้ว
และเพราะทัศนคติเน่าเฟะของพ่อแม่นี่เอง ที่ทำให้พี่ๆกับน้องห้าไม่เคยมองพวกเธอสี่คนเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเลยแม้แต่วินาทีเดียว พวกนั้นปฏิบัติต่อพวกเธอราวกับเป็นทาสรับใช้ในยุคสังคมเก่าที่ถูกปลดแอกไปแล้ว จะตะคอกสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ อยากจะตีก็ตี อยากจะด่าก็ด่า พูดจากใจจริงเลย... เธอเกลียดพวกเขาจนแทบอยากจะฆ่าให้ตาย!
โง่เง่าสิ้นดี! โง่เง่าเป็นควายทั้งคู่!
ดูอย่างสวีชุนไหลสิ พี่ชายของเธอ แค่ชั้นประถมปีที่ 1 มันยังโง่ขนาดเรียนซ้ำชั้นถึงสามปี!
[จบบท]