บทที่ 598: เก็บงำความเห็นแก่ตัว
สวีชุนเสียรู้สึกราวกับตัวเองเป็นแค่ลูกเป็ดขี้เหร่ตัวหนึ่งเมื่อต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าเจียงหลี ความรู้สึกนั้นยิ่งทวีคูณเมื่อเธอเหลือบไปเห็นลั่วเยี่ยนชิง ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกายเจียงหลี เขาดูสูงส่งและแตกต่างจากผู้ชายทุกคนที่เธอเคยพบเจอมาทั้งชีวิต
สวีชุนเสียอยากจะมุดแผ่นดินหนีไปให้พ้นๆ อับอายจนไม่อยากให้เขาต้องมาเห็นสภาพอันน่าเวทนาของตัวเอง และตอนนี้ ความรู้สึกอับอายนั้นก็ยังคงเกาะกินใจ ขณะที่เธอนั่งซุกตัวอยู่ในกระท่อมฟางร้างท้ายหมู่บ้าน
“พี่สาม...”
เสียงของสวีชุนเซียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ทั้ง 3 พี่น้องนั่งเรียงกันเป็นตับ สวีชุนเสียผู้เป็นพี่คนกลางกอดเข่าตัวเองแน่นอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยสวีชุนเหมยทางซ้าย และสวีชุนเซียงเจ้าของเสียงทางขวา
“พี่ยังคิดเรื่องที่เจอพี่หลีเมื่อตอนกลางวันอยู่ใช่ไหม”
สวีชุนเซียงถามพลางถอนหายใจเบาๆ เธอเองก็ไม่ต่างกัน ตอนที่รถเก๋งหรู 2 คันขับเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านใหม่ๆ พวกเธอก็อยากจะวิ่งไปมุงดูกับเขาเหมือนกัน
แต่แค่แม่สวีถลึงตาดุๆ ใส่ทีเดียว 3 สาวก็ต้องรีบแจ้นกลับบ้านไปหุงหาอาหารกลางวัน พลาดโอกาสแรกที่จะได้ยลโฉมเจียงหลีที่กลับมาเยี่ยมบ้านไปอย่างน่าเสียดาย พอต้องมาเจอตัวจริงในสภาพที่ตัวเองมอมแมมแบบนี้ มันก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ
สวีชุนเซียงเหลือบมองพี่สาวอีกครั้ง เธอเข้าใจดีว่าทำไมพี่สามถึงได้คิดมาก ก็ขนาดตัวเธอเอง... พอเห็นเสื้อผ้าหน้าผมที่ดูดีมีราคาของพี่หลี แถมยังเห็นสามีที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตรคนนั้นอีก ความรู้สึกอิจฉาก็พวยพุ่งขึ้นมาในอก ยิ่งกว่าตอนที่พี่หลียังไม่ได้แต่งงานออกไปเสียอีก
“...เธอว่า... เขาเห็นฉันในสภาพนี้ไหม” สวีชุนเสียถามเสียงอู้อี้ หลังจากเม้มปากอยู่นาน คนที่เธอถามคือสวีชุนเหมย น้องสาวคนที่ 4
“เห็นเต็มๆ 2 ตาน่ะสิพี่” สวีชุนเหมยตอบทันควัน “พวกเราเดินโทงๆ ผ่านหน้าเขาไปซะขนาดนั้น ไม่ใช่แค่พี่หลีหรอก เจียงอีเฉินกับคนอื่นๆ ก็เห็นเรากันหมดนั่นแหละ” สวีชุนเหมยพูดจบก็หรี่ตามองพี่สาว
“นี่พี่สาม... กำลังคิดว่าตัวเองขายขี้หน้าเขาล่ะสิ”
สวีชุนเสียนั่งนิ่งไม่ตอบ นั่นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
“เฮ้อ ก็ขายหน้าไปแล้วนี่ จะให้ทำยังไงได้ล่ะ” สวีชุนเหมยยักไหล่ “ว่าแต่... พี่สามอยากฟังไอเดียดีๆ ของฉันสักหน่อยไหม”
ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด สวีชุนเหมยคือคนที่หัวไวที่สุด ทันทีที่เธอเห็นเจียงหลีในวันนี้ แผนการหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมาในหัว และที่น่าประหลาดใจก็คือ แผนการนี้ดันไปตรงกับสิ่งที่แม่สวีกำลังคิดคำนวณอยู่ในใจพอดิบพอดี
“ไอเดียเหรอ” สวีชุนเสียหันขวับ “ไอเดียคราวที่แล้วของเธอยังทำฉันเสียผู้เสียคนไม่พออีกหรือไง ยังจะมีหน้ามาเสนออะไรอีก”
แก้มของเธอบวมเจ่อเหมือนหมั่นโถวที่ขึ้นฟูจนล้นซึ้ง ทำให้ดวงตาที่ปกติก็เล็กอยู่แล้วยิ่งดูตี่เข้าไปอีก เธอจ้องน้องสาวด้วยสายตาขุ่นเคืองอย่างไม่ปิดบัง
“อ้าว ไหงโทษฉันล่ะพี่” สวีชุนเหมยเถียง “เรื่องนั้นน่ะ พี่ไม่รอบคอบเองต่างหาก ดันตามเขาจนถูกจับได้ แผนมันเลยล่ม จะมาโทษกันได้ยังไง”
เธอแอบบ่นในใจว่าถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง เธอก็ไม่เสียเวลามาช่วยคิดหรอก สวีชุนเหมยไม่อยากเห็นตัวเองกับพี่น้องถูกพ่อแม่จับขายเหมือนวัวเหมือนควาย
สวีชุนเหมยขยับเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะกดเสียงให้เบาลง “พี่หลีไปอยู่ปักกิ่งตั้งเกือบ 2 ปี ต้องรู้จักคนเยอะแยะแน่ๆ พี่ลองบากหน้าไปคุยกับเขาดีๆ สักครั้งสิ เล่าความจริงที่บ้านเราให้เขาฟังให้หมด ร้องไห้อ้อนวอนเขาหน่อย ขอให้เขาช่วยหาคู่ให้ที่ปักกิ่ง”
เธอยิ่งพูดยิ่งเห็นความเป็นไปได้ “จะเป็นพ่อม่ายแต่งสองหรือหนุ่มโสดแต่งแรกก็ช่าง ขอแค่เขามีงานการทำ มีบ้านช่องให้อยู่ เป็นคนดีๆ พี่ก็แต่งๆ ไปเถอะ แค่นี้พี่ก็หลุดพ้นจากนรกที่บ้านแล้ว ไม่ต้องโดนพ่อกับแม่ขูดรีดไปจนแก่ตาย พอพี่ไปตั้งหลักที่ปักกิ่งได้เมื่อไหร่ ฉันกับน้องนี่แหละ จะรีบแจ้นตามไปเกาะพี่ทันที!”
“เขาไม่ช่วยฉันหรอก...” สวีชุนเสียพึมพำ แม้ใจจะเริ่มสั่นไหว แต่สติก็ยังย้ำเตือน ว่าด้วยความสัมพันธ์อันย่ำแย่ระหว่างเธอกับเจียงหลี ประกอบกับเรื่องงามไส้ที่เธอเคยก่อไว้ มีหรือที่เจียงหลีจะชายตามามอง
“โธ่พี่! ยังไม่ทันลองจะรู้ได้ไง” สวีชุนเหมยเขย่าแขนพี่สาว
“พี่ไม่คิดจะสู้เพื่อตัวเองสักตั้งเลยเหรอ จะยอมจริงๆ เหรอ จะรอจนเป็นสาวแก่ขึ้นคาน แล้วถูกพ่อกับแม่จับยัดเยียดให้ตาลุงโสดแก่ๆ หรือไอ้ทึ่มปัญญาอ่อนที่ไหนก็ได้งั้นเหรอ”
เป็นความจริงที่ว่าทุกคนย่อมมีความเห็นแก่ตัว สวีชุนเหมยยอมรับเต็มอกว่าคำแนะนำที่เธอกำลังยัดเยียดให้พี่สาวอยู่นี้ มันเจือปนไปด้วยความมุ่งหวังส่วนตัวของเธอเองล้วนๆ
[จบบท]