บทที่ 603: ฉันเป็นลูกเก็บมาเลี้ยงใช่ไหมคะ?
"ฉันเป็นลูกเก็บมาเลี้ยงใช่ไหม!?"
เสียงนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากของซูชิง แม้จะสั่นเครือจากการพยายามกลั้นสะอื้นอย่างสุดกำลังจนดวงตาบวมเป่ง แต่กลับแฝงไปด้วยความเย็นชาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน บนแก้มซ้ายของเธอยังคงปรากฏรอยนิ้วมือสีแดงจางๆ เป็นหลักฐานของแรงปะทะที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
เธอจ้องมองแม่ซูผู้เป็นมารดาแท้ๆอย่างไม่เกรงกลัวอีกต่อไป
"ถ้าชีวิตฉันที่นี่มันสุขสบายดีนัก ฉันจะยอมกุเรื่องโกหกสารพัดเพื่อหลอกให้แม่ส่งเงินมาให้ฉันเหรอคะ? แม่คิดว่าฉันสนุกนักหรือไง ที่ต้องแช่งตัวเอง แช่งลูกในไส้ที่เป็นหลานแท้ๆ ของแม่น่ะ? แล้วถ้าไม่ใช่... ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ลำเอียงมาตั้งแต่แรก ฉันจะต้องระเห็จมาลำบากอยู่ที่นี่หรือไง!"
ซูชิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าแม่ซูจะดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงแถบซีเป่ย แต่การมาเยือนครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยความรักหรือความคิดถึง ทว่ามันเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย แม่มาที่นี่เพียงเพื่อจะจับผิดว่าเธอโกหกเรื่องป่วยไข้เพื่อหลอกเอาเงินจากที่บ้าน และทันทีที่แม่เห็นว่าทั้งเธอและลูกยังอยู่ดีมีสุข ไม่ได้เจ็บป่วยปางตายอย่างที่อ้างไป ฝ่ามือหนักๆ ของแม่ซูก็ฟาดลงบนหน้าเธออย่างไม่ลังเล
แม่บังคับให้เธอคืนเงินที่ส่งมาให้ทั้งหมด โดยไม่สนใจแม้แต่น้อยว่านี่คือที่ไหน หรือคนอื่นจะมองอย่างไร แม่โวยวายด่าทอเธอว่าอกตัญญู เนรคุณ สารพัดถ้อยคำที่ทำให้เธอต้องอับอาย ราวกับผู้หญิงปากตลาดในชนบทที่กำลังสาดเสียเทเสียโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ซูชิงสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมคำพูดที่อัดอั้นอยู่ในอกมานานหลายปี "ฉันมันปากไม่หวาน พูดจาเอาใจใครไม่เก่ง... ฉันรู้ดีว่าตั้งแต่เล็กจนโตก็สู้ซูม่านไม่ได้ในสายตาแม่ แต่ยังไงฉันก็เป็นลูกแม่นะ ทำไมแม่รักฉันเหมือนที่รักคนอื่นบ้างไม่ได้?"
"พี่ชายกับซูเทาเป็นผู้ชาย พ่อกับแม่รักพวกเขามากกว่า ฉันทนได้ แต่ทำไมต้องเป็นซูม่าน! เพียงเพราะเธอประจบเอาใจแม่เก่งกว่า แม่ถึงต้องให้ฉันเป็นฝ่ายเสียสละทุกอย่างเลยเหรอ?"
"เรื่องนั้น... เรื่องแต่งงาน มันเป็นการดูตัวของฉัน!" ซูชิงเค้นเสียงออกมาอย่างเจ็บปวด
"ฉันต่างหากที่ต้องไปดูตัวกับสหายเหวิน แต่สุดท้ายกลับเป็นซูม่านที่ได้เขาไป! ตอนนั้นแม่พูดว่ายังไงนะ? อ้อ... แม่บอกว่าฉันเองนั่นแหละที่ไม่ยอมแต่ง"
เธอยิ้มเยาะทั้งน้ำตา "ฉันไม่ยอมแต่งเหรอคะ? ฉันก็แค่... แค่งอนไปหน่อยตามประสา แล้วแม่ล่ะ เคยอธิบายรายละเอียดของสหายเหวินให้ฉันฟังชัดๆ บ้างไหม?
ไม่เลย! แม่ปล่อยให้ซูม่านฉวยโอกาสตอนที่ฉันกำลังสับสน แย่งทุกอย่างไปจากฉัน... จนฉันต้องถูกส่งตัวมาลำบากอยู่ที่นี่! ความอัดอั้นตันใจทั้งหมดนี้ แม่เคยคิดจะทวงความยุติธรรมให้ฉันบ้างไหม!?"
คำถามที่อัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดนานหลายปีทำให้แม่ซูชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แม้จะไม่อยากยอมรับว่าตนเองเอนเอียง แต่ปากก็ยังแก้ตัวไปตามสัญชาตญาณ
"นิ้วมือสิบนิ้วมันยังยาวไม่เท่ากันเลย น้องแกอายุน้อยกว่า ฉันจะเอ็นดูเขามากกว่าหน่อย มันผิดตรงไหน?"
"แล้วฉันผิดอะไรล่ะคะ ที่ต้องโดนแม่ปฏิบัติแบบนี้!" ซูชิงสวนกลับทันควัน
"แม่ทำอะไรให้แกเสียสละ! ไม่ได้ให้ข้าวกินเหรอ หรือไม่ได้ให้เสื้อผ้าใส่!"
"ซูม่านอายุน้อยกว่าฉันแค่ปีเดียว" ซูชิงยกเรื่องราวในอดีตขึ้นมาพูด
"เราสองคนตัวไล่เลี่ยกันจนใส่เสื้อผ้าขนาดเดียวกันได้ แต่ทุกครั้งที่แม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่กลับมา คนที่ได้เลือกก่อนคือซูม่านเสมอ... ส่วนฉันได้แค่ตัวที่เหลือ"
"เรื่องขนมก็เหมือนกัน! พอที่บ้านซื้อของกินเล่นมา ไม่นับส่วนของพี่ชายกับซูเทา แม่ก็ปล่อยให้ซูม่านหยิบกินตามใจชอบ แต่พอเป็นฉัน แม่กลับบอกว่า 'กินขนมเยอะไม่ดีต่อสุขภาพ' ห้ามไม่ให้ฉันแตะต้อง ทั้งที่ความจริงคือฉันแทบไม่เคยกินขนมพวกนั้นเลย!
ฉันทำได้แค่มองพี่ชาย ซูเทา แล้วก็ซูม่านกินกันอย่างเอร็ดอร่อย..."
"พอได้แล้ว!" แม่ซูตวาดลั่น ตัดบทอย่างรำคาญใจ "เรื่องเก่าเน่าเฟะพวกนี้จะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไม! เสียเวลาจริงๆ รีบๆ เอาเงินมาให้ฉันได้แล้ว ฉันกับเทาเทาต้องรีบไปขึ้นรถไฟ!"
ความเย็นชาในคำพูดนั้น ทำให้คำถามสุดท้ายที่ซูชิงเก็บงำไว้ในใจมาตลอดก็หลุดออกมา "ฉันเป็นลูกเก็บมาเลี้ยงใช่ไหมคะ?"
คำถามนี้แทงใจดำแม่ซูอย่างจัง เธอโกรธจนตัวสั่น "อกตัญญูกันจริงๆ! ทั้งคนพี่คนน้อง ต้องพูดจาอัปมงคลแบบนี้มาทิ่มแทงใจฉันทุกคนเลยหรือไง!"
แต่คำด่าทอของแม่ซูไม่สามารถสั่นคลอนอารมณ์ของซูชิงได้อีกต่อไป เธอยังคงจ้องมองผู้เป็นแม่นิ่งด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
"ถ้าฉันไม่ใช่ลูกเก็บมาเลี้ยง... แล้วทำไมแม่ต้องแบ่งแยกปฏิบัติกับฉันขนาดนี้ด้วยล่ะคะ?"
[จบบท]