บทที่ 609: หน้าไปไว้ไหน
ลั่วเยี่ยนชิงยืนมองภรรยาตัวน้อยของเขาเงียบๆ ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว สายตาที่ทอดมองเจียงหลีนั้นช่างอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรักที่ลึกซึ้ง เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง
“หลีเป่า!”
ยังไม่ทันที่ลั่วเยี่ยนชิงจะได้พูดจบ เสียงเรียกที่แหลมเล็กก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน สวีชุนเสียซึ่งไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน พุ่งเข้ามาขวางหน้าเจียงหลีไว้ เธอไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งสิ้น ทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างที่มี ร่างทิ้งดิ่งลงคุกเข่ากับพื้นดัง ‘ตุบ’ ต่อหน้าเจียงหลี
“ฉันขอร้องล่ะ ฟังฉันพูดหน่อยได้ไหม แค่ครู่เดียว!”
การกระทำที่ไร้ปี่มีขลุ่ยนี่ทำให้เจียงหลีสะดุ้งโหยงจนแทบจะกระโดดถอยหลัง “เธอประสาทกลับหรือเปล่า”
พอตั้งสติได้ เธอก็รีบถอยห่างออกมาสองก้าวทันที พลางกอดอกมองคนที่คุกเข่าด้วยสายตาเรียบนิ่งและเย็นชา “ให้เวลา 3 นาที ลุกขึ้นมาก่อน แล้วค่อยพูดธุระของเธอมา อย่ามาทำบ้าๆ บอๆ คุกเข่าอยู่ตรงนี้ มันน่ารำคาญ”
พูดจบเธอก็หันไปทางลั่วเยี่ยนชิง ชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปราวสองสามจั้ง “คุณไปรอฉันตรงนั้นก่อนนะ”
ลั่วเยี่ยนชิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เมื่อเห็นสามีเดินไปยืนรอที่จุดนัดหมายแล้ว เจียงหลีจึงหันกลับมาสนใจสวีชุนเสียอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงคุกเข่าแน่นิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ น้ำเสียงของเธอจึงเย็นลงอย่างช่วยไม่ได้
“ยังไง หรือต้องให้ฉันเข้าไปประคองลุกขึ้นมาด้วย”
“ไม่…ไม่ใช่” สวีชุนเสียรีบพยุงตัวเองลุกขึ้นยืน ทันทีที่ยืนตรง น้ำตาก็ทะลักออกมาไม่ขาดสายราวกับเขื่อนแตก
“สภาพฉันตอนนี้เธอก็เห็นแล้วใช่ไหม หลีเป่า... แม่ฉันตีฉันเอง สองปีมานี้ แค่ท่านไม่พอใจอะไรนิดหน่อย ก็จะทั้งด่าทั้งตีฉัน บอกว่าฉันเป็นอีตัวผลาญเงิน ขู่ว่าจะขายฉันทิ้งไม่ช้าก็เร็ว” เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆ
“หลีเป่า เธอช่วยฉันหน่อยเถอะ ฉันไม่อยากถูกแม่ขายให้พวกชายโสดแก่ๆ หรือไม่ก็คนสติไม่ดีไปเป็นภรรยา ฉันอยากหนีไปจากหมู่บ้านอาวลี่ ฉันอยากไปจากที่นี่... เธอ... เธอพาฉันไปด้วยได้ไหม”
“นี่เธอไม่ได้กำลังเล่าเรื่องตลกให้ฉันฟังใช่ไหม” เจียงหลีจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง
“พาเธอไปเหรอ ฉันจะพาเธอไปยังไง เราไม่มีจดหมายแนะนำตัว แล้วเธอจะไปโผล่ที่ไหนได้ ต่อให้ดั้นด้นไปได้จริงๆ เรื่องกินเรื่องอยู่ล่ะ จะไปหามาจากไหน”
เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของสวีชุนเสีย “หรือว่า... เธอวางแผนจะมาเกาะติดฉัน ให้ฉันคอยหาเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำ”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะหลีเป่า ฉันไม่ได้คิดจะรบกวนเธอขนาดนั้น!” สวีชุนเสียรีบปฏิเสธเสียงสูง
“ฉัน... ฉันแค่อยากให้เธอพาฉันออกไปจากที่นี่ แล้วช่วยหาคู่ครองให้ฉันที่ปักกิ่งสักคน ฉันไม่เลือกมากหรอก ขอแค่เขามีข้าวให้ฉันกิน มีที่ให้ฉันซุกหัวนอนก็พอแล้ว เธอดูสิ แบบนี้พอไหวไหม”
ดวงตาที่อาบน้ำตาของเธอจ้องมองเจียงหลีอย่างอ้อนวอน “หลีเป่า ต่อให้เธอแนะนำสหายผู้ชายที่เคยแต่งงานมาแล้วให้ฉัน... ฉันก็ยอมนะ”
“กลับบ้านไปล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอนซะเถอะ ในฝันน่ะมีทุกอย่างที่เธออยากได้นั่นแหละ”
เจียงหลีรู้สึกว่าชักจะไปกันใหญ่แล้ว เธอไม่ใช่แม่สื่อแม่ชักนะยะ ถึงจะต้องมานั่งหาคู่ให้คนอื่น นี่มันแผนการอะไรกันแน่ ช่างกล้าคิดกล้าพูดออกมาได้
“หลีเป่า นี่เธอไม่อยากช่วยฉันเหรอ” ความเว้าวอนในแววตาของสวีชุนเสียแปรเปลี่ยนเป็นความรวดร้าว เธอสะอื้นฮักจนตัวโยน
“ยังไงเราก็เคยเป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปีนะ เธออยากได้ยินข่าวว่าฉันถูกแม่ขายไปจริงๆ หรือรอฟังข่าวว่าฉันทนต่อไปไม่ไหวจนต้องไปผูกคอตายงั้นเหรอ” เธอสูดน้ำมูกเสียงดังฟืด
“ฉันยอมรับก็ได้ว่าเมื่อก่อนฉันชอบโจวเหวยหมิน แต่ฉันก็รู้ดีนี่ว่าเขาเป็นคู่หมั้นของเธอ ตอนนั้นฉันไม่เคยทำอะไรนอกลู่นอกทางเลยนะ!”
“ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นทีหลัง... ฉันว่าเธอคงได้ยินคุณป้าเล่าให้ฟังแล้ว ตอนนั้นเธอกับโจวเหวยหมินเลิกกันไปแล้ว ฉันมันแค่... แค่โมโหแทนเธอที่ยัยปัญญาชนซูนั่นมาแย่งเขาไป ฉันก็เลยอยากจะแย่งโจวเหวยหมินกลับมา ให้มันสะใจเล่นๆแค่นั้นเอง
แต่ใครจะคิดล่ะว่าฉันยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ...ฉันกลับถูกยัยปัญญาชนซู่นั่นเล่นงานจนชื่อเสียงฉันป่นปี้ไปหมด!” สวีชุนเสียบีบน้ำตาอย่างน่าเวทนา
“หลีเป่า... ถือว่าสงสารฉันเถอะนะ พาฉันออกจากหมู่บ้านเฮงซวยนี่ไปที ช่วยฉันหาผัว... เอ่อ... หาคู่ครองดีๆ สักคน นี่มันเป็นแค่คำขอเล็กๆ น้อยๆ เองนะ เธอทำให้ฉันไม่ได้เหรอ”
เจียงหลีจ้องมองการแสดงบทใหญ่ของสวีชุนเสียอยู่พักหนึ่ง สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่แล้วมุมปากกลับค่อยๆ กระตุกยิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าไว้วางใจ
“คนเรามีสมองไว้เพื่อเรียนรู้ จะได้เพิ่มพูนสติปัญญา แต่นี่เธอกลับเอาไปใช้เลี้ยงหมูซะได้ มิน่าล่ะถึงได้คิดอะไรตื้นๆ แบบนี้”
เธอกล่าวต่อ “เธอกล้าดียังไงมายืนร้องขอความช่วยเหลือต่อหน้าฉัน คิดเองเออเองว่าฉันจะใจดีช่วยเธอ ทั้งที่เธอเคยทำอะไรไว้กับฉันบ้าง แถมยังบอกว่านี่เป็นแค่คำขอ ‘เล็กๆ’ อีกนะ” เจียงหลีหัวเราะหึในลำคอ
“สหายคะ... นี่คุณกำลังจะบอกให้ฉัน ‘ตอบแทนความแค้นด้วยคุณธรรม’ อย่างนั้นเหรอ แล้ว ‘ยางอาย’ ของคุณล่ะ เอาไปไว้ที่ไหน”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคำว่า “สหาย” ที่เจียงหลีลากเสียงยาวเมื่อสักครู่นั้น มันช่างเสียดแทงและเต็มไปด้วยการประชดประชันอย่างที่สุด
[จบบท]