บทที่ 625: เธอจะเอาอะไรมาเทียบ?
"เธอมันน้องสาวใครกันแน่" สวีชุนเสียตะคอกเสียงลอดไรฟัน ขณะก้าวฉับๆ ตามแผ่นหลังของสวีชุนเหมยไม่ลดละ
"พี่สาม! นี่พี่โง่จริงๆ เหรอ" สวีชุนเหมยหันควับมาตวัดตามองพี่สาว "ฉันชื่อสวีชุนเหมย ก็ต้องเป็นน้องสาวของพี่สิ ถามอะไรแปลกๆ"
"ถ้าน้องฉันจริง แล้วทำไมต้องเข้าข้างเจียงหลี ทำไมต้องรุมด่าฉันว่าผิดด้วย"
สวีชุนเสียอัดอั้นตันใจ น้องสาวแท้ๆ กลับไม่เห็นความสำคัญของเธอเลย "เธอกล้าพูดไหมว่าเธอยังมีหัวใจอยู่ ตั้งแต่จำความได้ฉันคอยป้องป้องเธอตลอด พอเจียงหลีสอนฉันอ่านหนังสือ สอนนับเลข กลับถึงบ้านปุ๊บ ฉันก็แอบสอนเธอต่อทันที มีของอร่อยแม้แต่คำเดียวฉันก็ยังแบ่งให้ แต่วันนี้เธอดันเลือกไปเข้าข้างคนนอกแทนฉัน..."
"โธ่พี่ หยุดพูดเรื่องคนนอกที!" สวีชุนเหมยทนไม่ไหว ต้องขัดจังหวะ
"พี่ช่วยมีเหตุผลหน่อยได้ไหม ที่พี่หลีเป่าเขาไม่ช่วย ก็เพราะมันช่วยไม่ได้จริงๆ แต่พี่กลับมโนไปเองว่าเขาติดหนี้บุญคุณพี่ พอเขาปฏิเสธ พี่ก็ตีโพยตีพายว่าเขาทำผิดต่อพี่ แล้วก็เก็บเอามาโกรธแค้นเขาเนี่ยนะ ตรรกะวิบัติสิ้นดี!"
"แกมันเนรคุณ!" สวีชุนเสียกรีดเสียงแหลม
"ฉันอุตส่าห์ทุ่มเทใจให้แกขนาดนี้ แต่แกมันพวกกินบนเรือนขี้บนหลังคา สันดานแกโดนหมาแทะไปหมดแล้วหรือไง"
"ถ้าด่าฉันแล้วพี่สบายใจ ก็เอาเลย เชิญด่าตามสบาย!" สวีชุนเหมยไม่อยากต่อปากต่อคำอีกต่อไป เธอรีบสับฝีเท้าจ้ำอ้าวหนีพี่สาวตัวเองทันที บทสนทนานี้มันเสียเวลาชีวิตสิ้นดี
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังฟาดฟันกันทางวาจา ห่างออกไปเล็กน้อย ชุยปากลำโพง หวังชุนฮวา และหลี่ต้าหนิว กำลังตั้งวงเม้ามอยกันอย่างออกรส ทั้งสามไม่ได้เข้าไปมุงดูความวุ่นวายเหมือนชาวบ้านคนอื่น แต่เลือกจุดยุทธศาสตร์ที่หน้าประตูบ้านของหลี่ต้าหนิว ซึ่งบังเอิญอยู่เยื้องๆ กับบ้านพ่อเจียงพอดิบพอดี ทำให้พวกเขาสามารถสังเกตการณ์งานเลี้ยงใหญ่โตนั้นได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่า ช็อตเด็ดที่สวีชุนเหมยกระชากลากถูสวีชุนเสียออกมาจากฝูงชนเมื่อครู่นี้ ก็ไม่รอดพ้นสายตาเหยี่ยวข่าวระดับพระกาฬของทั้งสามไปได้ โดยเฉพาะแววตาอาฆาตมาดร้ายของสวีชุนเสียนั่นชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี
หวังชุนฮวาเปิดประเด็น "เมื่อกี้สายตาชุนเสียอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อใครแน่ะ เขาแค้นใครเหรอ"
หลี่ต้าหนิวทำท่าครุ่นคิด "อืม... เรื่องพรรค์นี้ คงมีแต่เจ้าตัวนั่นแหละที่รู้"
"โอ๊ย! ฉันล่ะเพลียกับพวกเธอจริง จะไม่รู้จริงๆ หรือจะแกล้งซื่อกันแน่ยะ" ชุยปากลำโพงยื่นหน้าเข้ามาเบ้ปากมองบนใส่เพื่อนร่วมวง
"มันจะไปแค้นใครได้อีกล่ะ ถ้าไม่ใช่หลีเป่าคนสวยน่ะ! ก็งานเลี้ยงใหญ่โตปานนี้ ฉันได้ยินมาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ว่าเป็นสามีสุดหล่อของหลีเป่าเขาควักทั้งเงินสด ทั้งตั๋วปันส่วน ให้บ้านพ่อเจียงจัดขึ้นมา บอกว่าเป็นงานแต่งงานชดเชยที่นี่ ให้ชาวบ้านตาดำๆ อย่างเราได้มาสนุกสนานกันไงล่ะ"
หวังชุนฮวาตบเข่าฉาด "อ้าวเหรอ! แล้วทำไมไม่ตั้งโต๊ะรับซองให้มันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลยล่ะ ถ้าเขาตั้งโต๊ะนะ ป่านนี้พวกเราคงได้ไปยื่นซอง แล้วนั่งแหมะที่โต๊ะโซ้ยของอร่อยๆ ไปแล้ว"
"แหม เธอนี่" ชุยปากลำโพงจิกตา "เขาไม่ได้ตั้งโต๊ะก็จริง แต่ถ้าใครหน้าด้านหน้าทนอยากจะยื่นซองให้ เขาก็ไม่ได้ห้ามนะยะ"
"มิน่าล่ะ!" หลี่ต้าหนิวร้องอ๋อ "ฉันถึงว่า ทำไมพวกท่านเลขาฯ กับตาสมุห์บัญชีถึงได้ไปนั่งสลอนอยู่ตรงนั้น"
หวังชุนฮวารีบโบกมือห้าม "ช่างเรื่องซองเรื่องโต๊ะก่อน กลับมาที่แม่ชุนเสีย เธอลองวิเคราะห์มาซิ ว่าทำไมเขาต้องไปโกรธแค้นอะไรหลีเป่านักหนา"
"อิจฉา" ชุยปากลำโพงกระซิบเสียงเบา
หลี่ต้าหนิวยังคงไม่เก็ต "อิจฉา? อิจฉาอะไร"
"ก็อิจฉาที่หลีเป่าได้ผัวดีไงยะ!" หวังชุนฮวาเป็นฝ่ายแจกแจงบ้าง
"คิดดูสิ สองคนนี้ก็เกิดปีเดียวกันเป๊ะ ตอนหลีเป่าโดนบ้านโจวถอนหมั้น ใครๆ ก็นึกว่าจะแย่ แต่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ เขาแต่งเข้าปักกิ่งเลย
แม้ผัวจะเป็นพ่อม่ายลูกติด แต่ดูตอนนี้สิ โอ๊ย พ่อคุณเอ๊ย โจวเหวยหมินน่ะเหรอ เทียบยังไงก็เทียบไม่ติดฝุ่นแม้แต่นิดเดียว
ชุนเสียน่ะ เคลมตัวเองว่าเป็นเพื่อนซี้หลีเป่า ต่อให้คนอื่นเขาไม่จับมาเทียบกัน ตัวเขาเองนั่นแหละที่เก็บเอาไปเปรียบเทียบในใจตลอดเวลา ยิ่งตอนก่อนนู้น ที่พยายามจะไปยุ่งกับโจวเหวยหมินจนเกิดเรื่องฉาวโฉ่ป่านนั้น..."
ชุยปากลำโพงกับหลี่ต้าหนิวฟังเพื่อนสาธยาย พร้อมกับทอดสายตามองแผ่นหลังของสวีชุนเสียที่ลับหายไปไกล ความรู้สึกหลากหลายผุดขึ้นมาในแววตาของทั้งคู่
"เขาไม่เคยส่องกระจกดูเงาตัวเองบ้างหรือไงนะ ว่ามีอะไรดีไปสู้หลีเป่าได้" หวังชุนฮวาสรุปปิดท้าย
"พ่อแม่ที่บ้านก็ไม่ได้เรื่องได้ราว คิดอะไรก็ไม่เป็น ตัวเองก็ไม่เคยเรียนหนังสือสักตัว แถมหน้าตาก็ไม่ได้ขี้เล็บของหลีเป่าเลยแม้แต่นิดเดียว... เฮ้อ!"
[จบบท]