บทที่ 629: กองทัพหลานๆ รุมอวย
“หลีเป่า... นี่น้องจะไปแข่งที่ต่างประเทศจริงๆ น่ะเหรอ”
พี่ใหญ่เจียงยังคงยืนอึ้ง ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่ได้ยิน
เขาพยายามประมวลผลอย่างหนักว่าน้องสาวสุดที่รักของตนเนี่ยนะ จะได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงต่างแดน แถมไม่ได้ไปเที่ยวเล่น แต่ไปในฐานะนักกีฬาทีมชาติ ที่จะไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ! นี่มันเรื่องใหญ่ระดับชาติชัดๆ
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้องสาวที่ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม จะเร้นกายซ่อนพลังมหาศาลไว้ขนาดนี้
ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าภาพที่น้องสาวโชว์พลังต่อหน้าครอบครัว ด้วยการจับแท่งเหล็กหนาปึ้กขนาดเท่าข้อมือผู้ใหญ่มาหักงอ บิดม้วนจนเป็นเกลียวเหมือนขนมแป้งทอด แล้วคลายกลับให้ตรงแหน่วได้หน้าตาเฉย มันจะเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การแสดงมายากล
ภาพนั้นมันช่างน่าตะลึงพรึงเพริดเกินบรรยาย! แต่พอตั้งสติได้ ความรู้สึกภาคภูมิใจก็ถาโถมเข้ามาแทนที่ น้องสาวของเขากำลังจะได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติเชียวนะ!
“ค่ะ” เจียงหลีพยักหน้ารับคำสั้นๆ ส่งยิ้มหวานให้พี่ชาย
“แล้ว... ร่างกายน้องจะไหวแน่นะ” เสียงของพี่ใหญ่เจียงอ่อนลงปนความกังวล
แม้การที่น้องสาวสุดที่รักจะได้ไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติจะเป็นเรื่องน่ายินดีและน่าภาคภูมิใจแค่ไหน แต่ในใจของเขา สุขภาพของน้องสาวต้องมาก่อนเสมอ อย่างอื่นเทียบไม่ติด
เจียงหลีหัวเราะเบาๆ “พี่ใหญ่คะ วางใจเถอะน่า รายการที่ฉันจะลงแข่งน่ะ มันเบากว่าที่พี่คิดเยอะ สบายมาก”
เธอหันไปมองพี่สามเจียงกับพี่สี่เจียงที่ยืนทำหน้าอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ข้างๆ เห็นทั้งคู่ขยับปากเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็พร้อมใจกันหุบปากฉับ ทว่าแววตาที่จ้องมานั้นมันฟ้องชัดว่าห่วงใยกันมากแค่ไหน เจียงหลีเลยต้องรีบพูดดักคอไว้ก่อน
“พี่สาม พี่สี่ ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันรู้ว่าพวกพี่เป็นห่วง รวมถึงพวกพี่สะใภ้กับแก๊งหลานๆ ด้วย เอาจริงๆ เลยนะ ความห่วงใยของทุกคนในบ้าน ฉันรับรู้ได้หมดนั่นแหละ สรุปง่ายๆ สั้นๆ เลยคือ วางใจได้! ฉันไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นอะไรไปเด็ดขาด สัญญาเลย”
“ถ้างั้นก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ เข้าใจไหม” พี่สี่เจียงกำชับเสียงเข้ม
“คำพูดของพี่รองน่ะ จำใส่หัวไว้ด้วยล่ะ!” พี่สามเจียงเสริมทัพอีกแรง
“ทราบแล้วค่า!” เจียงหลีลากเสียงยาวตอบรับอย่างอารมณ์ดี ใบหน้างดงามประดับรอยยิ้มสดใส ทำให้บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่คลายลงทันตา
จังหวะนั้นเอง เจียงอีอวี่ หนุ่มน้อยที่ยืนตาแป๋วอยู่ ก็กะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาเป็นประกายวิบวับ พร้อมกับเริ่มบรรเลงเสียงปรบมือ “อาเก่งที่สุดในโลกเลย!”
เหมือนเป็นสัญญาณเริ่ม สิ้นเสียงเจื้อยแจ้วของเจียงอีอวี่ กองทัพเด็กน้อยอีกสามหน่อจากบ้านลั่ว ซึ่งนำทีมโดยลั่วหมิงรุ่ย ก็พร้อมใจกันตบมือรัวๆ ท่าทางเหมือนแมวน้ำกำลังดีใจ
“คุณแม่ยอดเยี่ยมที่สุดในสามโลก!”
เจียงอีเฉิน ลูกพี่ลูกน้องลำดับสองที่ยืนเก๊กท่าอยู่นานก็ไม่ยอมน้อยหน้า ไม่สนแล้วว่าตัวเองจะดูปัญญาอ่อนในสายตาน้องๆ หรือไม่ สลัดมาดนิ่งทิ้งแล้วเริ่ม “แปะ แปะ แปะ” ปรบมือตามบ้าง “อาสุดยอด!”
เท่านั้นแหละ เหล่าเด็กรุ่นเล็กที่เหลือ ทั้งเจียงอีหงและคนอื่นๆ ก็เหมือนเพิ่งนึกได้ว่าต้องทำอะไร เสียงปรบมือดังเกรียวกราวไม่ขาดสาย แถมยังประสานเสียงตะโกนไม่หยุดว่า
“อายอดเยี่ยมที่สุด! อาหลีเป่าสุดยอด!”
“พอแล้วๆ อาจะเขินจนตัวลอยแล้วเนี่ย เพราะพวกเธออวยกันเก่งนี่แหละ”
เจียงหลีต้องรีบยกมือขึ้นทำสัญญาณห้ามทัพเสียงปรบมือและเสียงอวยไส้แตกของเหล่าหลานชาย ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างจนใจ แต่ก็อดขำไม่ได้
***
เวลาล่วงเลยจนใกล้ค่ำ พี่สี่เจียงและพี่สะใภ้สี่ก็ถึงเวลาต้องเดินทางกลับเข้าอำเภอ
“นั่นไง โต้วโต้ว อาสี่กับอาสะใภ้สี่กลับไปแล้ว ทำไมนายไม่ยืนร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนคราวก่อนล่ะ” เจียงอีฮ่าวยืนกอดอกมองอยู่ที่หน้าประตูรั้ว สายตามองตามแผ่นหลังของอาสี่และอาสะใภ้สี่ที่เดินห่างออกไปไกลลิบ ก่อนจะหันมาแกล้งแหย่ลูกพี่ลูกน้องตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ
เจียงอีหังหันขวับมาตอบเสียงฉะฉาน “ฉันจะร้องไห้ทำไม พ่อกับแม่ฉันกลับไปทำงานในอำเภอโน่น ท่านไปหาเงินมาให้ฉันกับพี่ชายได้เรียนหนังสือนะ อีกอย่าง ตอนนี้ฉันโตแล้ว ไม่ใช่เด็กสามขวบที่ต้องติดพ่อติดแม่แจสักหน่อย”
“โอ้โฮ! ดูท่าทางน้องชายคนที่สิบเอ็ดของเราจะโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ แล้วแฮะ!” เจียงอีฮ่าวแกล้งทำเสียงทึ่ง ตบไหล่ลูกพี่ลูกน้องแปะๆ ทำท่าขรึมเหมือนผู้ใหญ่กำลังชื่นชมเด็ก
“ไม่เลวเลย ใช้ได้ๆ เป็นเด็กดีจริงๆ นั่นแหละ!”
เจียงอีหังที่ถูกชมกลับเอียงคอจ้องหน้า ก่อนจะถามกลับไปว่า “แล้วพี่เจ็ดล่ะ เป็นเด็กดีหรือเปล่า”
คำถามนี้เล่นเอาเจียงอีฮ่าววัย 10 ขวบถึงกับเลิกคิ้วสูง “หา... แล้วนายคิดว่าไงล่ะ”
“เรื่องนั้นผมไม่รู้หรอก” เจียงอีหังแกล้งเมินหน้าหนีไปทางอื่น ไม่รอให้เจียงอีฮ่าวได้ตั้งตัว เขาก็กลอกตาคิดแผนเจ้าเล่ห์ แล้วพูดต่อว่า
“แต่... ถ้าเมื่อไหร่ที่พี่เจ็ดแกล้งผมล่ะก็ ตอนนั้นพี่ก็ไม่ใช่เด็กดีแน่ๆ”
“อ๊ะ! ไอ้เด็กนี่!” เจียงอีฮ่าวใช้นิ้วชี้ดีดหน้าผากมนของลูกพี่ลูกน้องจอมแสบไปหนึ่งที
“ฉันไปแกล้งนายตอนไหนกัน”
“นั่นไง! พี่เจ็ดอย่ามาปฏิเสธนะ เมื่อกี้นี้พี่ยังว่าผมอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” เจียงอีหังเปลี่ยนโหมดทันควัน เขายืนกอดอก “ฮึ่ม” ทำเสียงในลำคอ แล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง เล่นบทงอนใส่เจียงอีฮ่าวอย่างเต็มที่
“เฮ้ย! โต้วโต้ว นายแน่ใจนะว่านี่ไม่ได้กำลังป้ายสีพี่เจ็ดอยู่” เจียงอีฮ่าวเริ่มเหงื่อตก รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างไม่เป็นธรรมที่สุดในชีวิต
“ก็ใครล่ะที่ว่าฉันร้องไห้ขี้มูกโป่ง! ฉันดูเป็นเด็กไม่รู้จักโตขนาดนั้นเลยหรือไง!” เจียงอีหังหันกลับมา ทำแก้มป่องจนกลม จ้องเขม็งใส่หน้าพี่ชายอย่างเอาเรื่อง
[จบบท]