บทที่ 630: มีอะไรไม่เหมือนเดิมงั้นหรือ?
“โธ่เอ๊ย! พี่ถูกใส่ร้ายป้ายสีนะ! พี่ก็แค่ถามว่าอาสี่กับอาสะใภ้สี่กลับไปแล้ว ทำไมนายถึงไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง ไม่ได้หมายความว่านายกำลังยืนร้องไห้ขี้มูกโป่งจริงๆ สักหน่อย!
โต้วโต้ว คนเราน่ะฟังอะไรต้องฟังให้มันเคลียร์ๆ จะมาเหมาว่าพี่เจ็ดปรักปรำนายส่งเดชแบบนี้ไม่ได้ เข้าใจไหม”
เจียงอีฮ่าวต้องรีบแก้ต่างเป็นการใหญ่ เขายืนจ้องตากับลูกพี่ลูกน้องตัวเล็ก พยายามทำหน้าจริงจังขั้นสุดเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง
“เฮอะ! ไม่รู้แหละ! ผมไม่ยอมรับหรอกว่าผมเป็นคนฟังผิด!” เจียงอีหังเชิดหน้าตอบกลับไปอย่างดื้อดึง ท่าทางนั้นเองที่ทำให้เหล่าลูกพี่ลูกน้องที่ยืนล้อมวงอยู่กลั้นขำไม่ไหวอีกต่อไป ทุกคนต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน แม้แต่สามหน่อบ้านลั่วอย่างลั่วหมิงรุ่ยที่พยายามเก๊กหน้านิ่งมาตลอดก็ยังเผลอหลุดหัวเราะออกมาด้วย
“นี่! พวกพี่หัวเราะผมเหรอ!”
เจียงอีหังหน้าแตกยับ เขารู้สึกอับอายจนแก้มกลมๆ ที่ป่องอยู่แล้วแดงก่ำขึ้นมาทันที สีแดงจัดราวกับลูกแอปเปิลสุก
“พี่โต้วโต้วครับ... ผมไม่ได้หัวเราะนะ” เจ้าก้อนแป้งน้อยลั่วหมิงหานรีบเม้มปาก แสร้งทำหน้าจริงจังขึงขังเพื่อปลอบใจ
“นั่นแหละ นายกำลังกลั้นหัวเราะอยู่ชัดๆ เอาเถอะน่า อยากหัวเราะก็หัวเราะออกมาเลย จริงๆ แล้วผมตั้งใจแกล้งหาเรื่องพี่เจ็ดเองแหละ”
โต้วโต้วยอมรับอย่างแมนๆ เขาโบกมือให้ลูกพี่ลูกน้อง (ฝั่งแม่) ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเจียงอีฮ่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่เจ็ดครับ ผมขอโทษนะ เมื่อกี้ผมผิดเองแหละ ผมไม่ควรหาเรื่องไม่เป็นเรื่อง แล้วยังไปใส่ร้ายพี่อีก”
เจียงอีฮ่าวเห็นน้องยอมรับผิดแต่โดยดี ก็อดเอ็นดูไม่ได้ เขายกมือขึ้นไปขยี้กลุ่มผมนุ่มๆ ของลูกพี่ลูกน้องตัวเล็กจนฟูฟ่อง แล้วหัวเราะออกมา
“พี่รู้หรอกน่าว่านายก็แค่เล่นสนุกกับพี่เจ็ดอยู่ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ไม่ต้องขอโทษสักหน่อย”
บรรยากาศกำลังจะกลับมาดีดังเดิม แต่แล้วสีหน้าของเจียงอีเฟยก็พลันเปลี่ยนไป เขารีบลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางถนน “พวกนายดูนั่นสิ... นั่นใคร”
สายตาของเด็กๆ ทุกคนหันไปมองตามที่เจียงอีเฟยชี้เป้า และเพียงแวบเดียว สีหน้าของเจียงอีเฉินรวมถึงคนอื่นๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในลักษณะเดียวกัน
ร่างที่พวกเขากำลังจ้องมองอย่างไม่เป็นมิตรนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าคนไหน แต่เป็นโจวเหวยหมิน อดีตคู่หมั้นคนเก่าของอาเล็กสุดที่รักประจำบ้านของพวกเขานั่นเอง
“อย่าไปสนใจคนพรรค์นั้น” เจียงอีเฉินพูดเสียงเรียบแต่เย็นเยียบ
“ผมไม่อยากจะเสียเวลาคุยกับเขาอยู่แล้ว!” เจียงอีเฟยขมวดคิ้วมุ่น “ผมก็แค่เห็นหน้าแล้วมันขัดลูกตาชะมัด!”
ส่วนเจียงอีหงและพี่น้องคนอื่นๆ ที่เหลือ แม้จะไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา แต่ทุกคนต่างก็ยืนหน้าตึง แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
“อีเฉิน พวกเธอยืนทำอะไรกันอออยู่ที่หน้าประตูรั้วล่ะ”
พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ โจวเหวยหมินจึงได้หยุดพัก วันนี้พอเลิกงานปุ๊บเขาก็รีบขี่จักรยานกลับเข้าหมู่บ้านทันที ตลอดสองปีที่ผ่านมานี้ พูดตามตรงว่าทุกครั้งที่เขาต้องขี่จักรยานผ่านหน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้านเจียง เขาก็จะรู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
แต่ก็นั่นแหละ นี่คือเส้นทางหลักที่เขาต้องใช้กลับบ้านและปั่นไปทำงานทุกวัน หากคิดจะเลี่ยงไปใช้ทางอื่น อย่างแรกมันจะดูจงใจหลบหน้ากันเกินไป อย่างที่สองคือสภาพถนนเส้นอื่นมันแย่มาก ขี่จักรยานก็ลำบาก แถมยังต้องลงเดินลากรถอีกเป็นระยะทางไกล
เมื่อไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมาจากเจียงอีเฉิน โจวเหวยหมินก็ดูจะคุ้นชินกับปฏิกิริยาเย็นชาแบบนี้เสียแล้วตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาจึงทำเพียงยิ้มเจื่อนๆ พลางกำเบรกจักรยานจนรถหยุดนิ่ง ใช้สองเท้าพยุงพื้นไว้ แล้วหันไปมองกลุ่มเด็กหน้าใหม่ทั้งสามคนของบ้านลั่ว
“เด็กสามคนนั้นเป็นญาติของพวกเธอเหรอ”
แน่นอนว่า เขายังคงได้รับความเงียบเป็นคำตอบ
โจวเหวยหมินยังคงพยายามฝืนยิ้มไว้บนใบหน้า “เอ้า งั้นพวกเธอเล่นกันต่อเถอะ ฉันกลับบ้านก่อนล่ะ” เขาออกแรงเหยียบที่ปั่นจักรยานครั้งหนึ่ง ตัวรถก็พุ่งทะยานออกไปไกลหลายเมตร
“กลับมาแล้วเหรอลูก รีบไปล้างไม้ล้างมือซะ เดี๋ยวจะได้กินข้าว”
เขากำลังขี่จักรยานเลี้ยวเข้าประตูรั้วบ้านตัวเอง ยังไม่ทันที่โจวเหวยหมินจะได้เอ่ยปากทักทาย แม่โจวก็รีบเดินออกมาจากห้องโถงกลาง ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยฉาบไปด้วยรอยยิ้มต้อนรับ
“แม่ครับ... ทางหน้าบ้านของลุงเจียงวันนี้มันดูแปลกๆ ไปหน่อย แม่รู้ไหมครับว่าทำไม”
โจวเหวยหมินถามขณะที่กำลังจอดรถ ปกติแล้วถนนดินในหมู่บ้านช่วงที่ตัดผ่านหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านเจียงก็ถือว่าสะอาดสะอ้านอยู่แล้ว แต่วันนี้มันกลับสะอาดเอี่ยมอ่องผิดหูผิดตา ชนิดที่ว่าหาเศษดินก้อนกรวดสักก้อนยังไม่เจอเลย
โจวเหวยหมินรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามแม่ของตน
“มีอะไรไม่เหมือนเดิมตรงไหนกัน”
แม่โจวทำเสียงสูง ไม่อยากจะเสวนาเรื่องของบ้านเจียงแม้แต่น้อย
พอเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของผู้เป็นแม่ โจวเหวยหมินก็ยิ่งขมวดคิ้วสงสัยหนักกว่าเดิม “แม่ครับ ผมก็แค่ถามดูเฉยๆ นี่แม่พูดไม่สะดวก หรือว่ามันมีเรื่องอะไรกันแน่ครับ”
“ก็หลีเป่าน่ะสิ เขากลับมาตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว ผัวใหม่ของเขาก็มาด้วย ขับรถเก๋งเข้ามาในหมู่บ้านตั้ง 2 คันแหนะ ไม่พอนะ วันนี้พวกเขายังจัดงานเลี้ยงใหญ่โตตั้ง 8 โต๊ะที่บ้านโน้น อ้างว่าเป็นงานแต่งงานย้อนหลัง!”
น้ำเสียงของแม่โจวเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
คำบอกเล่านั้นส่งผลให้โจวเหวยหมินหยุดชะงักไป
ผ่านไปอึดใจใหญ่ เขาถึงเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ เขาค่อยๆ ก้มลงไปตั้งขาตั้งจักรยานอย่างเชื่องช้า พยายามแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร
“อ้อ... หลีเป่ากลับมาแล้วเหรอครับ... ถ้างั้น... ถ้างั้นเด็กน้อยสามคนที่ผมเห็นยืนอยู่หน้าบ้านลุงเจียงเมื่อกี้นี้ ก็น่าจะเป็นลูกๆ ของสามีใหม่เขาสินะครับ”
[จบบท]