บทที่ 632: ฉันก็อยากอยู่หรอก
“คิดว่าฉันอยากจะรื้อฟื้นนักหรือไง” แม่โจวตบโต๊ะดังปัง ทำลายความเงียบของมื้ออาหาร
“มันก็น่าพูดอยู่หรอก สองปีที่ผ่านมานี่แกเคยมีวันไหนอารมณ์ดีกับเขาบ้างไหม ตอนที่ยังไม่ถอนหมั้นกับหลีเป่าน่ะ พอได้วันหยุดปุ๊บก็แจ้นกลับมาหมู่บ้านตลอด แต่พอผู้หญิงคนนั้นไปแล้วเป็นไง เดือนนึงจะโผล่หัวกลับมาบ้านสักครั้งยังยากเย็น!
ถ้าไม่ใช่เพราะแกโดนนังจิ้งจอกนั่นเป่าหูจนโงหัวไม่ขึ้น ป่านนี้แกกับหลีเป่าก็ได้ลงเอยเป็นสามีภรรยา สร้างครอบครัวกันไปแล้ว!”
คำว่า “นังจิ้งจอก” ที่แม่โจวเน้นย้ำ พุ่งเป้าไปที่ซูชิง ลูกสะใภ้ที่นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นเยียบลงทันควัน สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านต่างพร้อมใจกันก้มหน้าก้มตาสนใจชามข้าวของตัวเอง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง หรือเอ่ยคำใดออกมาขัดจังหวะการเปิดฉากสงครามครั้งนี้
“แม่ครับ! แม่จะพูดจาดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง” โจวเหวยหมินทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาตวาดกลับเสียงดัง
การที่แม่เอาแต่พ่นคำว่า “นังจิ้งจอก” ออกมาไม่หยุด มันไม่ได้ตบหน้าแค่ภรรยาของเขา แต่มันตบหน้าเขาฉาดใหญ่ไปด้วย แน่ล่ะ ซูชิงหน้าซีดเผือดไปแล้ว แต่ตัวเขาเองล่ะ สีหน้าของเขาจะดูดีกว่าภรรยาได้ยังไง
โจวเหวยหมินอยากจะบ้าตาย เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าแม่ของเขาแค่แก่ หรือแก่จนเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ มีแม่ที่ไหนกล้าประจานลูกสะใภ้ว่าเป็น “นังจิ้งจอก” ต่อหน้าคนทั้งครอบครัวแบบนี้บ้าง การทำแบบนี้มันเท่ากับเหยียบย่ำเขาผู้เป็นลูกชายให้จมดินไปด้วยชัดๆ
หากจะว่ากันตามจริง แม่โจวดูเหมือนจะลืมอะไรไปบางอย่าง หรืออาจจะแกล้งลืมไปแล้วก็ได้ ว่าเมื่อสองปีก่อน ใครกันแน่ที่โดนซูชิงปั่นหัวจนหลงเชื่อสนิทใจ ก็แม่ของเขาเองไม่ใช่เหรอ ที่เคลิ้มไปกับเล่ห์เหลี่ยมสารพัดของซูชิง จนปักใจเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้ดีเลิศหาใครเปรียบ ยิ่งพอรู้ว่าเป็นปัญญาชนมาจากในเมือง ยิ่งมองว่าการได้มาเป็นลูกสะใภ้จะช่วยเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลได้ขนาดไหน ตอนนั้นแม่ของเขานี่แหละที่เป็นกองหนุนสำคัญช่วยซูชิงทุกอย่าง
แต่ตอนนี้ เก้าในสิบส่วนคือแม่โจวเลือกที่จะลืมอดีตเหล่านั้นไปหมดแล้ว หรือไม่ก็จงใจปัดความรับผิดชอบของตัวเองทิ้งไปให้พ้นตัว เพราะไม่อยากให้โจวเหวยหมินโทษว่าเป็นความผิดของแม่จนทำให้ความสัมพันธ์แม่ลูกต้องร้าวฉาน สุดท้ายจึงต้องโยนบาปทั้งหมดไปให้ซูชิง แปะป้าย “นังจิ้งจอก” ให้เธอเป็นแพะรับบาป เพื่อให้ลูกชายมีที่ระบายความอัดอั้นตันใจ
แม่โจวไม่ได้ตาบอด เธอมองออกชัดเจนว่าลูกชายที่เธอประคบประหงมมาตลอดมีท่าทีเปลี่ยนไปมากแค่ไหน อาการเหม่อลอยและหงุดหงิดที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนที่เจียงหลีกลับมาเหยียบที่หมู่บ้านนี้นั่นเอง
“ฉันก็อยากจะพูดดีๆ อยู่หรอก!” แม่โจวตอกกลับเสียงแหลม คราวนี้เธอหันไปจ้องหน้าซูชิงเขม็ง พูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“แกรู้หรือเปล่าว่าเมื่อวันก่อนมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นที่บ้านเรา แม่ยายผู้สูงส่งของแกน่ะ ที่อยู่ปักกิ่งไกลแสนไกล จู่ๆ ก็โผล่มาที่บ้าน ของติดไม้ติดมือสักชิ้นก็ไม่มี พอเท้าแตะถึงลานบ้าน คำแรกที่ถามคืออะไร แกรู้ไหม...
ถามว่าแกล้งป่วยเพื่อหลอกเงินที่บ้านใช่หรือเปล่า! ไม่สนใจเลยสักนิดว่าชาวบ้านเขามุงดูกันหน้าประตู พอเห็นหน้าเมียแกปุ๊บก็ตบฉาดเข้าให้เต็มแรง แถมยังด่าซ้ำอีกว่าเป็นพวกใจดำ อกตัญญู เนรคุณ! ฉันล่ะงงจริงๆ แม่ยายของแกอุตส่าห์เป็นถึงคนงานในเมืองใหญ่ ทำตัวได้แค่นี้เองเหรอ...”
แม้ว่าแม่ของเธอจะทำเกินไปจริงๆ แต่การที่แม่สามีเอาเรื่องนี้มาพูดประจานซ้ำต่อหน้าทุกคนในครอบครัว มันคือการเหยียบย่ำกันชัดๆ ซูชิงวางชามและตะเกียบลงเสียงดัง เธอมองหน้าแม่โจวกลับด้วยสายตาที่เย็นชาไม่แพ้กัน
“แม่คะ ถ้าแม่จะด่าลูกชายแม่ แม่ก็ด่าไปสิคะ จะลากแม่ของฉันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทำไม” น้ำเสียงของเธอเรียบสนิท แต่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจ
“ใช่ค่ะ แม่ฉันตบฉันจริง แต่นั่นมันเพราะฉันทำผิดพลาดเอง แม่มีสิทธิ์จะตบจะด่าฉัน ฉันเองยังไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย แล้วมันจำเป็นด้วยเหรอคะ ที่แม่ต้องเอาเรื่องแม่ของฉันมาวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ ต่อหน้าคนอื่นแบบนี้”
การถูกลูกสะใภ้ที่ปกติเงียบเป็นเป่าสากยอกกลับซึ่งๆ หน้า ทำให้แม่โจวโกรธจนหน้าเขียว เธอยกมือขึ้นสูง หมายจะตบสั่งสอนซูชิงให้รู้สำนึก แต่กลับต้องชะงักเมื่อเจอกับสายตาที่แข็งกร้าวของซูชิง
“แม่กล้าเหรอคะ” ซูชิงเชิดหน้าขึ้น “ถ้าวันนี้แม่กล้าแตะต้องตัวฉันแม้แต่ปลายนิ้วเดียว ฉันจะไปที่สหพันธ์สตรีในอำเภอเดี๋ยวนี้เลย คอยดูสิว่าพวกเขาจะจัดการแม่ยังไง!”
“แก...!” แม่โจวกัดฟันกรอด ทำได้แค่ลดมือลง
“ตอนที่ฉันป่วยหนักต้องการเงิน แม่ไม่เคยให้ฉันสักเฟินเดียว ตอนที่ฉันไอจนกระอักเลือด แม่ก็ยังแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น!”
ซูชิงระเบิดความอัดอั้นออกมา “ฉันไม่มีทางเลือกอื่น เลยต้องเขียนจดหมาย ต้องโทรศัพท์กลับไปขอเงินพ่อแม่ที่บ้าน ค่ารักษาพยาบาลมันแพง ฉันเลยต้องขอพวกท่านบ่อยหน่อย แล้วแม่ฉันก็คงไปได้ยินคำนินทาปัญญาอ่อนมาจากใครสักคน ถึงได้ต้องถ่อสังขารมาดูฉันไกลขนาดนี้
ใช่ แม่ฉันไม่ได้เอาของขวัญมา แต่ท่านก็ให้เงินหลานชายของตัวเอง! ท่านยังเป็นคนพาฉันไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลใหญ่ในตัวเมืองด้วยซ้ำ!”
ซูชิงจ้องหน้าแม่สามีเขม็ง “แล้วแม่ล่ะคะ แม่ทำอะไรบ้างตอนที่ฉันป่วย ได้แต่มองดูฉันนอนซมไม่มีแรง ไอจนปอดแทบหลุดออกมา แม่ไม่เคยให้เงินแม้แต่แดงเดียว แถมยังด่าว่าฉันสารพัด บังคับให้ฉันลากสังขารออกไปทำงานหาคะแนนงานอีก!”
[จบบท]