บทที่ 635: มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ
"เอาเถอะค่ะ คุณจะคิดยังไงก็สุดแล้วแต่คุณเลย" เจียงหลีหมดความอดทนที่จะสนทนากับโจวเหวยหมินอีกต่อไป เธอรู้สึกว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี หญิงสาวจึงหันไปหาสามีที่ยืนรออยู่
"กลับบ้านกันค่ะ ฉันง่วงแล้ว" ว่าแล้วก็กวักมือเรียกเด็กๆ ที่ยืนรอดูสถานการณ์อยู่ให้เดินตามมา
"ผมแบกคุณเอง" สิ้นคำพูด ลั่วเยี่ยนชิงก็ย่อตัวลงตรงหน้าภรรยา เตรียมพร้อมในทันที
"นี่คุณคิดจะแบกฉันกลับบ้านจริงๆ เหรอคะ" เจียงหลีอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม เธอรู้สึกขบขันเล็กน้อยที่เขาทำท่าจริงจังขนาดนี้
"จริงยิ่งกว่าไข่มุก" ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับด้วยคำพูดติดปากของเธอ
"อุ๊ย!" เจียงหลีหัวเราะคิกคักออกมา "เดี๋ยวนี้หัดยอกย้อน เอาคำพูดฉันมาใช้แล้วเหรอคะ"
เธอโน้มตัวลงไปเกาะบนแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างรู้งาน "เอ้า! เห็นแก่ความจริงใจที่อยากแบกฉันซะขนาดนี้ ฉันก็จะยอมให้คุณได้สมความปรารถนาซะหน่อยก็แล้วกัน"
"เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยครับ" น้ำเสียงทุ้มลึกที่แสนอ่อนโยนของลั่วเยี่ยนชิง อบอวลไปด้วยความสุขจนปิดไม่มิด
"คุณอาครับ!" จู่ๆ เจ้าหนูหมิงหานก็ตะโกนขึ้นมา เขาแหงนหน้าเล็กๆ ขึ้นมองโจวเหวยหมิน แล้วประกาศด้วยเสียงดังฟังชัดราวกับเด็กที่กำลังอวดของรักของหวง
"แม่ของผมรักพ่อของผมที่สุดในโลกเลยครับ! แล้วพ่อของผมก็รักแม่ของผมที่สุดในโลกเหมือนกัน!"
"ใช่ค่ะ! ใช่ค่ะ!" หนูน้อยหมิงเวยรีบผสมโรงกับพี่ชายฝาแฝดทันที
"พี่รองไม่ได้โกหกนะคะ พ่อของหนูน่ะ ดีกับแม่ที่สุดในโลกเลย!" หนูน้อยพูดจบก็โบกมือหยอยๆ ให้โจวเหวยหมิน
"คุณอา ลาก่อนนะคะ!"
"ไปได้แล้ว เวยเวย" เจียงอีอวี่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เอ่ยชวน
"ค่า! ไปเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ!" หนูน้อยหมิงเวยรีบขยับขาสั้นป้อมของตัวเองวิ่งดุ๊กดิ๊กไปสมทบกับเจียงอีอวี่ จากนั้นขบวนทัพเด็กน้อย นำโดยพี่ใหญ่หมิงรุ่ย พี่รองหมิงหาน และเหล่าลูกพี่ลูกน้อง ก็เดินตามหลังพ่อแม่ที่กำลังมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านไปเป็นพรวน
ลั่วเยี่ยนชิงแบกเจียงหลีไว้บนหลังอย่างมั่นคง เขาเดินไปคุยกับเธอไปตลอดทางด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้รู้สึกว่าการแบกภรรยาเดินกลับบ้านเป็นเรื่องน่าอายแต่อย่างใด
ในทางกลับกัน โจวเหวยหมินกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับแม้แต่น้อย สายตาของเขาจับจ้องไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินจากไปไกลขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะร่างอรชรที่อยู่บนแผ่นหลังของลั่วเยี่ยนชิง ความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ข้างในฉายชัดออกมาทางแววตาจนแทบจะเก็บซ่อนไว้ไม่มิด เขารู้สึกจุกแน่นที่หน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก นี่เขากำลังหลอกตัวเองมาตลอดอย่างนั้นหรือ...
ก่อนที่พวกเขาจะถอนหมั้นกัน คนทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้ดีว่าเขากับเธอคือคู่หมายที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก พวกเขาสองคนมีความรู้สึกดีๆ ให้กันมาตลอด แต่... แต่เมื่อกี้นี้... คำพูดที่เขาได้ยินจากปากเธอกลับเป็น... เธอไม่เคยชอบเขา ไม่เคยรักเขา และแน่นอนว่ามันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องเก็บความแค้นหรือความเกลียดชังไว้ให้เขา...
มันจะเป็นแบบนั้นไปได้จริงๆ เหรอ... หลีเป่า!
โจวเหวยหมินไม่ต้องการจะเชื่อ เขาพยายามปฏิเสธคำพูดเหล่านั้น แต่ภาพที่เขาเห็นเมื่อสักครู่... ภาพที่เธอกับลั่วเยี่ยนชิงหยอกล้อกัน ภาพที่ลูกๆ ของเธอปกป้องเธอ มันกลับตอกย้ำความจริงที่โหดร้ายว่าเธอไม่ได้โกหกเขาเลย
ไม่ว่าอดีตของพวกเขาจะเป็นเช่นไร แต่วินาทีนี้... เธอมองเขาเหมือนมองคนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น ในดวงตาคู่นั้นไม่มีเศษเสี้ยวของความรู้สึกชอบพอหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว... ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำว่ารัก
ชายหนุ่มก้าวเท้าที่หนักอึ้งเดินตามกลับเข้าไปในหมู่บ้านอย่างช้าๆ สภาพของเขาดูเหม่อลอยไร้เรี่ยวแรง ราวกับจิตวิญญาณได้หลุดลอยไปจากร่าง ทั่วทั้งตัวแผ่กลิ่นอายของความอ้างว้างและโดดเดี่ยวออกมาอย่างน่าเวทนา
แม้ว่าท้องฟ้าจะมืดสนิทแล้ว แต่โชคดีที่คืนนี้แสงจันทร์สว่างไสวเป็นพิเศษ มันส่องสว่างลงมาบนพื้นโลกจนแทบไม่ต่างจากมีไฟถนน ทำให้กลุ่มของลั่วเยี่ยนชิง และโจวเหวยหมินที่เดินทิ้งระยะห่างตามมาข้างหลัง สามารถมองเห็นทางได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องกลัวว่าจะสะดุดหกล้ม
เพราะใครๆ ก็รู้ว่าถนนดินลูกรังในชนบทนั้นทั้งขรุขระและเต็มไปด้วยหลุมบ่อสารพัดขนาด หากก้าวพลาดเพียงนิดเดียว ก็มีสิทธิ์ข้อเท้าแพลงได้ง่ายๆ เลยทีเดียว
"พี่สี่ พี่สี่ ดูนั่นสิ นั่นใช่พี่หลีเป่าหรือเปล่าอะ"
บริเวณหน้าลานบ้านของตระกูลสวี สวีชุนเซียงที่กำลังนั่งตากลมรับลมเย็นยามค่ำอยู่กับสวีชุนเหมย พร้อมกับเงี่ยหูฟังเพื่อนบ้านล้อมวงเม้าท์มอยกันอย่างออกรส จู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนที่กำลังเดินมาแต่ไกล เธอจึงรีบสะกิดพี่สาวคนที่สี่ แล้วชี้ไปยังร่างที่ถูกแบกอยู่บนหลังของชายคนหนึ่ง พร้อมกระซิบถามเสียงเบา
"โอ๊ย! ยัยบ๊องนี่ จะไม่ใช่พี่หลีเป่าแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ" สวีชุนเหมยปรามน้องสาวคนที่หกของตัวเองอย่างระอาใจ
"ต่อให้เธอตาฝาดจำพี่หลีเป่าไม่ได้ แต่เธอก็ต้องจำสามีเขาได้สิ นั่นน่ะ คนที่หล่อๆ สูงๆ นั่นไง แล้วนั่นอีก เจียงอีหลินกับเด็กๆ ก็เดินตามกันมาเป็นพรวนขนาดนั้น เธอมองไม่เห็นหรือยังไงฮึ"
"เอ่อ... ก็..." สวีชุนเซียงหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ "ก็เห็นอยู่หรอก แต่ว่า... ฉันไม่ได้คิดอะไรนี่นา"
"โถ... ยัยทึ่มเอ๊ย" สวีชุนเหมยส่ายหัวอย่างจนปัญญา "หัดใช้สมองคิดบ้างสิ คนที่สามีพี่หลีเป่าจะยอมแบกขึ้นหลังเดินโทงๆ กลับบ้านแบบนี้ ถ้าไม่ใช่พี่หลีเป่าแล้วจะเป็นผีที่ไหนได้ล่ะ เธอเนี่ยนะ อย่าทำตัวซื่อบื้อเป็นท่อนไม้ไปวันๆ ได้ไหม"
"โธ่พี่สี่! ฉันไม่ได้ซื่อบื้อซะหน่อย!" สวีชุนเซียงโวยกลับเบาๆ
[จบบท]