บทที่ 641: คิดแผนการได้ดังจริงๆ!
เสียงโวยวายที่ดังแหวกความเงียบยามค่ำคืนปลุกทุกชีวิตในละแวกนั้นเกือบจะพร้อมเพรียงกัน ไฟในบ้านตระกูลเจียงสว่างวาบขึ้นทุกห้องในเวลาไล่เลี่ยกับบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน
เจียงหลีเดินออกมาจากห้องโถงกลางด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความเย็นชา ร่างผอมเพรียวก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปกระชากร่างที่กำลังโวยวายให้ลุกขึ้นยืน ก่อนที่ฝ่ามือจะฟาดลงบนใบหน้าของสวีชุนเสียเต็มแรงสองครั้งติดต่อกัน
“ตื่นหรือยัง? รู้ตัวไหมว่านี่มันกี่โมงแล้ว? ถ้าเธอป่วยหนักก็ควรไปโรงพยาบาล ไม่ใช่มาโหยหวนในรั้วบ้านคนอื่นแบบนี้”
สวีชุนเสียที่โดนตบจนหน้าหันถึงกับเบิกตากว้าง ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “หลีเป่า... นี่เธอตบฉันเหรอ? ตบฉันทำไม?”
“แล้วเธอคิดว่าฉันตบเธอทำไมล่ะ?” เจียงหลีสวนกลับทันควัน ดวงตาจ้องเขม็งไปที่อีกฝ่าย
“ดึกดื่นค่อนคืนชาวบ้านเขาหลับเขานอนกันหมดแล้ว แต่เธอกลับวิ่งมาอาละวาดที่บ้านคนอื่น ทำตัวแบบนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ต้องตบสั่งสอนทั้งนั้นแหละ!”
“ก็ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้วนี่! หลีเป่า ถือว่าฉันขอร้องล่ะ ช่วยฉันหน่อยนะ!”
สวีชุนเสียพยายามจะเอื้อมมือมาเกาะแขนเจียงหลี แต่เจียงหลีกลับสะบัดมือทิ้งอย่างไม่ใยดี ปล่อยให้ร่างนั้นทรุดลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
“ฉันเคยพูดชัดเจนแล้วว่าฉันช่วยเธอไม่ได้ หรือว่าเธอความจำสั้นเหมือนปลาทอง?”
“แม่จะไปส่งนังหนูชุนเสียกลับบ้านเอง พวกเธอทุกคนกลับเข้าบ้านไปนอนได้แล้ว!” ไช่ซิ่วเฟินที่ตามออกมาทีหลังรีบเข้ามาแทรกกลาง เธอฉุดแขนสวีชุนเสียด้วยสีหน้าย่ำแย่เต็มทน พยายามลากถูลู่ถูกังให้ออกไปนอกประตูรั้ว
“คุณป้า! คุณป้าอย่าทำแบบนี้ ปล่อยฉันเถอะค่ะ! ตอนนี้มีแค่หลีเป่าคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยฉันได้ ถ้าฉันกลับไปบ้าน พ่อกับแม่ต้องจับฉันไปขายแน่ๆ!”
สวีชุนเสียดิ้นรนสุดชีวิต เธอไม่อยากกลับไปบ้านหลังนั้น ไม่อยากถูกขายเหมือนสิ่งของ ความฝันของเธอคือการได้ไปปักกิ่ง
“หลีเป่าลูกฉันไม่มีปัญญาไปช่วยอะไรเธอหรอก เธอมีเรื่องอะไร อยากได้อะไร ก็กลับไปคุยกับพ่อแม่ของเธอเองตรงๆ โน่น!”
ไช่ซิ่วเฟินตัดบทอย่างไร้เยื่อใย เธอออกแรงลากสวีชุนเสียเดินนำหน้า โดยมีพ่อเจียงเดินคุมเชิงตามหลังมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม มือไพล่อยู่ด้านหลัง
****
เพียงไม่นาน หน้าประตูบ้านตระกูลเจียงก็กลายเป็นศูนย์รวมย่อมๆ ของบรรดาเพื่อนบ้านที่รักความบันเทิงยามดึก เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของสวีชุนเสียดังกระหึ่ม
“นั่นมันเรื่องอะไรกัน? เมื่อกี้สวีชุนเสียมาอาละวาดอะไรในบ้านผู้ใหญ่บ้านเหรอ?”
“เห็นว่ามาขอให้หลีเป่าช่วยอะไรสักอย่างนี่แหละ”
“ถ้าให้ฉันเดานะ คงไม่พ้นเรื่องอยากให้หลีเป่าพาไปปักกิ่งด้วยนั่นแหละ”
“หา! อะไรนะ? เธอบ้าไปแล้วเหรอ นึกว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนกัน ถึงกล้ามาขอ กล้าคิดกล้าพูดจริงๆ หน้าหนาใช่ย่อย!”
“เรื่องมันยาวกว่านั้น ฉันได้ยินเสียงคนทุบประตูบ้านผู้ใหญ่บ้านดังปังๆ เลยรีบวิ่งออกมาดู ก็เลยได้ยินที่ชุนเสียคุยกับผู้ใหญ่บ้านพอดี เรื่องของเรื่องคือ พ่อแม่ของชุนเสียจะบังคับให้เธอแต่งงานกับผู้ชายขาเป๋คนหนึ่ง เธอก็เลยไม่ยอม อยากให้หลีเป่าช่วยพาหนีออกจากหมู่บ้าน ไปตั้งหลักที่ปักกิ่ง”
“ยัง! ยังมีอีก! ไอ้แผนการที่แท้จริงที่เธอคิดไว้ในหัวน่ะ คืออยากให้หลีเป่าช่วยหาคู่ครองดีๆ ที่ปักกิ่งให้เธอต่างหาก!”
“โห! นี่มันดีดลูกคิดรางแก้วดังเป๊งๆ เลยนี่หว่า!”
“แล้วคิดว่าหลีเป่าเขาจะยอมช่วยเหรอ? ถ้ายอมก็บ้าแล้ว เมื่อกี้ฉันเห็นแวบๆ นะว่าหลีเป่าตบหน้าไปสองฉาดเต็มๆ”
“เออ ก็สมควรโดน มันไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่เธอหรือไง ที่จะจับลูกสาวไปแต่งกับคนขาเป๋... เอ๊ะ เดี๋ยวนะ หรือว่าจริงๆ แล้ว สองผัวเมียบ้านสวีนั่นกำลังจะ ‘ขาย’ ลูกสาวอีกคน ชุนเสียมันถึงได้ดิ้นรนมาหาหลีเป่าเพื่อหาทางรอดแบบนี้”
“พูดถึงเรื่องขายลูกสาว ฉันก็นึกขึ้นได้ สองผัวเมียบ้านสวีนี่มันใจดำอำมหิตไม่เปลี่ยนเลยนะ ตอนนั้นก็ทีหนึ่งแล้ว ที่ยกลูกสาวคนโต สวีชุนเยว่ ให้กับตาเฒ่าโสดคนหนึ่ง แลกกับสินสอดแค่ 300 หยวน ตอนนี้ยังจะมาทำแบบเดียวกันกับสวีชุนเสียอีก นี่พวกเขามองลูกสาวตัวเองเป็นคนหรือเป็นวัวเป็นควายกันแน่!”
“เฮ้ย! พูดถึงสวีชุนเยว่ วันก่อนฉันเพิ่งกลับมาจากในตำบล บังเอิญเจอญาติที่อยู่กองพลน้อยอวี๋ซู่หวาน เขาเล่าให้ฟังว่าสวีชุนเยว่ชีวิตตกอับสุดๆ โดนผัวซ้อมทุกวัน ยิ่งวันไหนผัวมันเมาเหล้านะ ยิ่งซ้อมหนักเหมือนจะให้ตายกันไปข้างหนึ่ง จนป่านนี้ สวีชุนเยว่โดนซ้อมจนแท้งลูกไปสามท้องแล้ว!”