บทที่ 83: ความเข้าใจของลั่วหมิงรุ่ย
ลั่วหมิงรุ่ยไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดมาอธิบายการกระทำที่ดูเหมือนเด็กไม่รู้จักโตของน้องสาวได้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็พอจะเข้าใจถึงแผนการที่เธอกำลังจะลงมือทำในไม่ช้านี้
นั่นเพราะตั้งแต่จำความได้ น้องชายและน้องสาวของเขาก็ไม่เคยได้เห็นใบหน้าของผู้เป็นแม่แท้ๆ เลยสักครั้ง ความปรารถนาที่จะมีแม่อยู่เคียงข้างและได้รับความรักจากอ้อมอกของแม่จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาโหยหามาโดยตลอด
ส่วนตัวเขาเอง...แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเคยดำรงอยู่ในสถานะแม่ และใช้ชีวิตร่วมชายคาเดียวกันมานานกว่าสามปี แต่ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่กลับมีเพียงความเย็นชา เพราะเธอไม่เคยแสดงความรักใคร่ต่อเขาเลยแม้แต่น้อย
คำถามที่ว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าแม่ไม่รักนั้น ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ซับซ้อน เขาเป็นเด็กที่จดจำสิ่งต่างๆ ได้เร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน หรือที่เหล่าผู้ใหญ่มักจะเรียกว่าเป็นเด็กฉลาดเกินวัย
ดังนั้น ภาพความทรงจำทั้งหมดของเขาเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น...ผู้เป็นแม่ ก็มีเพียงภาพของผู้หญิงที่หมกมุ่นอยู่กับการซื้อหาเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามมาประดับกาย และเฝ้ารอคอยการกลับมาของพ่ออย่างใจจดใจจ่อในทุกๆ วัน
ทว่าพ่อของเขากลับไม่ค่อยได้กลับบ้านบ่อยนัก บางครั้งก็หายหน้าไปเป็นเวลานานจนแทบจะลืมเลือนใบหน้ากันไปแล้ว
เมื่อพ่อไม่กลับมา แม่ก็จะอารมณ์เสีย และคนที่ต้องรองรับอารมณ์เกรี้ยวกราดของเธอก็คือเขาเสมอ เธอจะไม่ใส่ใจทำอาหารดีๆ ให้เขากิน ไม่ต้องพูดถึงการเล่นสนุกหรือเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังเหมือนอย่างที่แม่ของเด็กคนอื่นๆ เขาทำกัน
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกัดกินหัวใจดวงน้อยของเขาอยู่เสมอ แต่เขาก็ไม่กล้าพอที่จะแสดงความรู้สึกนั้นออกมาให้แม่เห็น
เหตุผลน่ะหรือ?
ก็เพราะทันทีที่เธอเห็นแววตาเศร้าสร้อยของเขา เธอก็จะไม่เพียงแค่สาดถ้อยคำด่าทอที่รุนแรงใส่ แต่ยังลงมือหยิกข่วนและบิดเนื้อเขาจนเป็นรอยช้ำ
ในตอนนั้นเองที่ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของเขาอย่างช่วยไม่ได้ หรือว่า...ผู้หญิงคนนี้จะไม่ใช่แม่แท้ๆ ของเขากันนะ ถ้าเป็นแม่จริงๆ แล้วทำไมถึงไม่รักเขา ทำไมถึงใจร้ายกับเขาได้ถึงขนาดนี้
ความคิดเช่นนั้น ทำให้เขาเผลอทำตัวเป็นเด็กไม่ดีอยู่บ่อยครั้ง หลังจากที่ถูกลงโทษด้วยความรุนแรง เขามักจะแอบภาวนาอยู่ในใจ ขอให้แม่หายไปจากชีวิตเสียที เขาจะได้ไม่ต้องทนเจ็บปวดจากคำด่าทอและการทุบตีอีกต่อไป
แต่ใครจะไปคาดคิด...ใครจะไปคาดคิดว่าคำภาวนาในใจของเด็กตัวเล็กๆ จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา วันที่แม่จากไปจากชีวิตของเขาจริงๆ ความรู้สึกยินดีได้ผุดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่ ทว่าลึกลงไปกว่านั้น...เขากลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าและไม่มั่นคงที่กำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ
พ่อของเขาเป็นคนทำงานยุ่ง จึงไม่มีเวลาพอที่จะอยู่บ้านเพื่อดูแลเขากับน้องๆ ได้อย่างเต็มที่ ทางออกของปัญหานี้คือการจ้างคนมาช่วยดูแลพวกเขาที่บ้าน
ในช่วงแรก คุณป้าที่ถูกจ้างมานั้นดีกับพวกเขาทุกอย่าง เธอพูดจาด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้าเสมอ เสียงของเธอก็นุ่มนวลน่าฟัง เธอขยันขันแข็ง ซักเสื้อผ้าให้พวกเขา ทำอาหารให้เขา ชงนมผงให้น้องๆ และยังทำความสะอาดบ้านจนเป็นระเบียบเรียบร้อย
แต่แล้ววันเวลาก็ผ่านไป เขาก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง คุณป้าที่แสนดีคนนั้นมักจะแอบหยิบฉวยข้าวของในบ้านติดไม้ติดมือออกไปด้วยเสมอ เขาไม่ได้ตาฝาดอย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งเธอจะใช้กระเป๋าสะพายของตัวเองลักลอบขนของออกไปทีละเล็กทีละน้อย
ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร แป้งประกอบอาหาร น้ำมันปรุงอาหาร หรือแม้แต่นมผงของน้องๆ และของกินของใช้อื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกทยอยขนออกไปจนพร่องไปจากเดิม
เขาเห็นการกระทำนั้นทุกอย่าง แต่ด้วยวัยเพียงเท่านี้ เขาจึงไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี ซ้ำร้ายคุณป้ายังรู้ตัวเสียอีกว่าความลับของเธอถูกเปิดโปงแล้ว เธอจึงหันมาข่มขู่เขาว่า หากเขากล้าปริปากพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง เธอจะเลิกซักเสื้อผ้าทำอาหารให้ จะเลิกดูแลพวกเขา และจะปล่อยให้พี่น้องทั้งสามคนต้องอดตายอยู่ในบ้านหลังนี้
เมื่อพ่อยังไม่กลับมาเสียที หัวใจของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทุกๆ วันเขาต้องทนกินผักต้มจืดชืด ขณะที่มองคุณป้ากินเนื้อทอดและไข่เจียวอย่างเอร็ดอร่อย ต้องทนเห็นนมในขวดของน้องๆ ที่เจือจางลงทุกวันจนแทบจะกลายเป็นน้ำเปล่า
เสียงร้องไห้ด้วยความหิวโหยของน้องๆ บาดลึกเข้าไปในหัวใจของเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ฉวยโอกาสตอนที่คุณป้าเผลอ แอบย่องหนีออกจากประตูรั้วบ้าน แล้ววิ่งไปขอความช่วยเหลือจากคุณลุงคุณป้าข้างบ้านให้ช่วยโทรศัพท์ไปหาพ่อ เพื่อขอให้พ่อรีบกลับมาช่วยชีวิตเขากับน้องๆ
เหตุการณ์ในครั้งนั้นส่งผลให้คุณป้าที่อยู่ดูแลพวกเขานานเกือบปีต้องหายหน้าไปจากบ้าน แต่เขาก็ยังคงไม่ได้พบหน้าพ่ออย่างที่ตั้งใจไว้ คนที่มาแทนที่ไม่ใช่พ่อ แต่เป็นคุณย่าท่าทางใจดีผมสีดอกเลาที่แนะนำตัวเองว่าแซ่ชุย
พ่อบอกกับเขาว่า นับจากนี้ไป คุณย่าชุยคนนี้จะเป็นคนคอยดูแลเขากับน้องๆ เอง
คุณย่าชุยนั้นไม่ต่างจากคุณป้าคนก่อนเลยแม้แต่น้อยในช่วงแรก เธอเป็นคนขยันขันแข็งและมีเมตตา
ฝีมือการทำอาหารของเธอก็เป็นเลิศ อีกทั้งยังดูแลเอาใจใส่พวกเขาสามพี่น้องเป็นอย่างดี แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นาน คุณย่าชุยก็เริ่มทำในสิ่งเดียวกับที่คุณป้าคนก่อนเคยทำ นั่นคือการลักลอบนำข้าวของในบ้านออกไปข้างนอก
[จบบท]