บทที่ 92: สาส์นลับจากแววตา
จะว่าเป็นการฝึกคัดลายมือก็ใช่ แต่คนที่ลงมือคัดจริงๆ จังๆ มีเพียงลั่วหมิงรุ่ยคนเดียวเท่านั้น ส่วนคู่แฝดตัวน้อยกำลังหัดจับดินสอเขียนตัวเลข ‘1’ และ ‘2’ ตามประสา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตารางกิจกรรมที่เจียงหลีพูดคุยตกลงกับเด็กๆ ทั้งสามคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับเจียงหลี หลังจากจัดการงานบ้านจนเข้าที่เข้าทาง เธอก็เอนกายลงบนเก้าอี้หวายโยกตัวโปรดจากร้านค้าในระบบ พร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่งในมือ
เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไป บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นอบอวลไปด้วยความสงบสุขและความอบอุ่น
ท่ามกลางเสียงขีดเขียนและเสียงพลิกกระดาษที่ดังคลอเบาๆ หนูน้อยเวยเวยเหลือบตาไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะแอบใช้ดินสอในมือสะกิดแขนของพี่ชายฝาแฝดเบาๆ
“…”
ลั่วหมิงหานที่กำลังจดจ่ออยู่กับการบรรจงเขียนเลข ‘1’ ถึงกับเงยหน้าขึ้นมองน้องสาวด้วยความประหลาดใจ เขาตั้งใจอยู่แท้ๆ แล้วน้องสาวมาสะกิดเขาทำไมกัน
เวยเวยเห็นพี่ชายฝาแฝดทำหน้างุนงงก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่เป็นการส่งสัญญาณ ‘พี่รองบื้อจริงๆ เลย รีบก่อเรื่องได้แล้ว อย่ามัวแต่มองหนูสิ!’
เมื่อได้รับสาส์นลับจากแววตาของน้องสาว ลั่วหมิงหานก็เหลือบมองไปทางเจียงหลีแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับน้องสาวเบาๆ แม้ในแววตาจะฉายความไม่เต็มใจออกมาอย่างชัดเจนก็ตาม
แต่เรื่องที่น้องสาวต้องการให้ทำ เขาก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี เขารู้ว่าน้องสาวไม่ได้คิดร้ายกับแม่หรอก เธอแค่ต้องการจะทดสอบให้แน่ใจว่าแม่รักพวกเขาอย่างที่แสดงออกมาจริงๆ หรือเปล่า
เขาจึงต้องยอมทำตามแผนของน้องสาวไปก่อน แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าแม่ไม่ใช่คนใจร้ายและดีกับพวกเขาพี่น้องอย่างจริงใจ แต่ก็จำต้องยอมทำตามแผน ไม่อย่างนั้นถ้าน้องสาวเกิดไม่พอใจขึ้นมา ต้องเรียกเขาว่า ‘หานหานตัวเหม็น’ อีกแน่ๆ เขาเกลียดชื่อนั้นเต็มทน เขาเป็นพี่ชาย น้องต้องเรียกเขาว่า ‘พี่รอง’ ถึงจะถูก!
ถึงแม้ช่วงนี้จะยังอยู่ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนระอุจนทำให้จิตใจว้าวุ่นได้ง่าย แต่สำหรับช่วงเวลาแปดเก้าโมงเช้า อากาศยังคงเย็นสบาย ยิ่งประตูห้องนั่งเล่นเปิดกว้างรับลมที่พัดเอื่อยๆ เข้ามา ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกสดชื่นสบายใจ
เจียงหลีกำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือในมือก็จริง แต่ก็ไม่ลืมที่จะละสายตามามองเด็กๆ ทั้งสามเป็นระยะ
ภาพที่เธอเห็นคือเด็กน้อยทั้งสามนั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะไม้แดง รุ่ยรุ่ยกำลังตั้งอกตั้งใจคัดลายมืออย่างจริงจัง ขณะที่เวยเวยกลับเหม่อมองออกไปนอกประตู ราวกับว่ามีบางสิ่งที่น่าสนใจกว่าการเขียนเลขอยู่ตรงนั้น
เจียงหลีมุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติใดๆ ออกมา
เธอเลื่อนสายตาไปมองเจ้าก้อนแป้งหานหาน ก็พบว่าหนูน้อยกำลังทำหน้าบึ้งตึงเหมือนแบกความทุกข์ไว้ทั้งโลก มือเล็กๆ กำดินสอแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ขณะที่พยายามกดปลายดินสอลงบนกระดาษเพื่อเขียนเลข ‘1’
เจียงหลีเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน ในใจก็รู้สึกทั้งขบขันและจนปัญญา หากไม่ได้เห็นกับตาว่าเจ้าตัวเล็กกำลังเขียนหนังสืออยู่ แค่ดูจากแรงที่กดลงไป เธอก็คงนึกว่าหนูน้อยกำลังแกะสลักตัวอักษรเสียอีก
แน่นอนว่าการกระทำนี้คงมีความตั้งใจที่จะก่อกวนปะปนอยู่ด้วยเป็นแน่
เจียงหลีกระแอมเบาๆ สองครั้งเพื่อกลบรอยยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ว่าจะคัดลายมือหรือเขียนตัวเลข ก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงเยอะขนาดนั้นก็ได้นะลูก”
เด็กทั้งสามชะงักไปชั่วครู่ รุ่ยรุ่ยกับเวยเวยกลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว มีเพียงหานหานที่ยังคงนิ่งค้าง
“หานหาน” เจียงหลีเรียกซ้ำ
“…”
เมื่อสายตาของแม่ลูกสบประสานกัน ดวงตาของเจียงหลีก็ทอประกายอบอุ่นและอ่อนโยน “ลูกออกแรงที่มือน้อยลงหน่อยก็ได้นะจ๊ะ แค่นั้นก็เขียนตัวเลขให้สวยได้เหมือนกัน”
เธอวางหนังสือลง ลุกขึ้นเดินไปด้านหลังของลูกชายแล้วย่อตัวลง โอบกุมมือเล็กๆ ที่กำดินสอแน่นไว้เบาๆ แล้วบรรจงเขียนเลข ‘1’ สองตัว และเลข ‘2’ อีกสองตัวเป็นตัวอย่าง
“เห็นไหมลูก เขียนแบบนี้สบายกว่าตั้งเยอะ แถมตัวเลขก็ยังสวยด้วย ลองดูลายมือของลูกก่อนหน้านี้สิ กระดาษแผ่นนี้กับแผ่นถัดไปแทบจะโดนดินสอของลูกเจาะเป็นรูอยู่แล้ว”
เธอชี้ไปที่ตัวเลขแถวแรกที่ลูกชายเขียนไว้ จากนั้นจึงพลิกกระดาษแผ่นนั้นขึ้น แล้วชี้ให้เห็นรอยบุ๋มลึกบนกระดาษแผ่นถัดไป “ดูตรงนี้สิ เห็นไหมว่าตัวเลขสองแถวที่ลูกเขียนมันกดลงไปจนกระดาษแผ่นนี้เป็นรอยเลย”
[จบบท]