บทที่ 94: พ่อที่ไม่รักพวกเรา
"ปกติเวลาที่พวกหนูทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม่ก็จะชื่นชมแล้วก็มีรางวัลให้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าทำผิดแม่ก็จะตักเตือน หรือบางครั้งก็อาจจะต้องมีการทำโทษกันบ้าง"
รอยยิ้มของเจียงหลีจางหายไปจากใบหน้า แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจะยังคงความนุ่มนวลไว้ไม่เปลี่ยนก็ตาม "ใช่ลูกพูดถูก พ่อของพวกหนูทำงานหาเงินมาเพื่อให้พวกหนูได้ใช้ แต่เงินจำนวนนั้นมีไว้สำหรับเลี้ยงดูให้พวกหนูเติบโต เป็นค่าเล่าเรียน ไม่ใช่เอามาใช้จ่ายไปกับการทิ้งขว้างของไปเฉยๆ แบบนี้ หนูคิดว่าที่แม่พูดมันถูกต้องไหม"
เวยเวยไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาอีก การเปลี่ยนแปลงของเจียงหลีทำให้เด็กหญิงใจเสีย ความหวาดหวั่นเกาะกุมหัวใจดวงน้อยจนต้องหันไปมองพี่ชายคนโตเพื่อขอความช่วยเหลือ
"เราจะฟุ่มเฟือยไม่ได้"
ลั่วหมิงรุ่ยที่กำลังจรดปลายดินสอลงบนกระดาษต้องหยุดชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองน้องสาวแล้วเอ่ยเสริม "พ่อทำงานเหนื่อยมากนะ" งานที่รัดตัวจนแทบจะไม่ได้เห็นหน้ากันตลอดทั้งปี ยุ่งวุ่นวายขนาดนั้นคงจะเหนื่อยแสนสาหัสอย่างแน่นอน
สำหรับพ่อแล้ว ความทรงจำของเขามันเลือนรางเต็มที ไม่ใช่ว่าไม่อยากจำ แต่เพราะตั้งแต่เกิดมา พ่อกลับบ้านน้อยครั้งเกินไป ทุกครั้งที่ได้เจอหน้าเขาพยายามจะจดจำภาพนั้นไว้ให้มั่น แต่แล้วพ่อก็หายหน้าไปอีกเป็นเวลานานแสนนาน จนถึงตอนนี้ภาพจำเกี่ยวกับพ่อที่เขามีก็คือผู้ชายที่ไม่ค่อยพูด หน้าตาดี ตัวสูงมาก และเวลาส่วนใหญ่ที่กลับมาถึงบ้านก็จะขลุกตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือ
พ่อไม่เคยกอดเขา ไม่เคยกอดน้องชายกับน้องสาว และแน่นอนว่าไม่เคยเล่นกับพวกเขาเลยสักครั้ง
ถามว่าเขาโกรธไหม เสียใจหรือเปล่า
บางทีลึกๆ ก็อาจจะรู้สึก แต่ถึงจะโกรธหรือเสียใจไปแล้วมันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
พ่อ...พ่อไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรอก!
ทำไมเขาถึงมั่นใจเช่นนั้น
เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในความรู้สึกของเขา พ่อก็คือผู้ชายคนนั้นในความทรงจำอันน้อยนิด การจะให้พ่อเปลี่ยนไปเป็นเหมือนพ่อของเด็กคนอื่นๆ ในบ้านพักข้าราชการ ที่เล่นสนุกกับลูก ให้ลูกปีนขึ้นไปขี่คอเล่นเป็นม้า เรื่องแบบนั้นไม่มีวันเกิดขึ้นได้เด็ดขาด!
เวยเวยขมวดคิ้วมุ่น
เมื่อเห็นว่าน้องสาวอาจจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ ลั่วหมิงรุ่ยจึงทำหน้าขรึมขึ้น "ต้องเชื่อฟังนะ ไม่อย่างนั้นพ่อจะโกรธเอา"
เพียงได้ยินคำว่า 'พ่อ' หยาดน้ำตาก็พากันเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตากลมโตของเวยเวย เด็กหญิงไถลตัวลงจากเก้าอี้พนักพิงตัวเล็ก แล้วตวาดแหวออกมาอย่างเหลืออด "หนูไม่กลัวหรอก! ยังไงพ่อก็ไม่ชอบพวกเราอยู่แล้ว!"
พ่อใจร้าย! พ่อบ้า!
เธอจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าพ่อหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วทำไมยังต้องคิดถึงเขาอยู่เรื่อยไป อยากให้พ่อกอด อยากฟังพ่อพูด อยากเห็นพ่อหัวเราะ...
นี่ก็เป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้วที่ลั่วเยี่ยนชิงไม่ได้กลับบ้านเลย
สำหรับเด็กหญิงลั่วหมิงเวยในวัย 2 ขวบครึ่ง ซึ่งเมื่อ 7 เดือนก่อนยังอายุไม่ถึง 2 ขวบด้วยซ้ำ ต่อให้ตอนนั้นจะได้พบหน้าพ่อจริงๆ แล้วเธอจะจดจำใบหน้าของเขาได้อย่างไร
จริงอยู่ที่เธอเป็นเด็กฉลาดเกินวัย แต่ถึงจะฉลาดแค่ไหน เมื่อ 7 เดือนก่อนเธอก็เป็นเพียงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น หรือแม้กระทั่งในตอนนี้ เธอก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่ดี
เธอโหยหาอ้อมกอดของพ่อแม่ ต้องการความรักจากพวกเขา อยากใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่เธอก็รู้ดีว่าแม่ได้จากไปตั้งแต่ตอนที่คลอดเธอกับพี่ชายฝาแฝด ส่วนพ่อก็ไม่เคยอยู่บ้าน เด็กหญิงจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กที่น่าสงสารเพราะไม่มีทั้งพ่อและแม่
ตอนนี้พอได้ยินพี่ชายพูดว่าพ่อจะโกรธ ความกลัวก็ถาโถมเข้าใส่ใจดวงน้อย กลัวว่าพ่อจะโกรธเธอจริงๆ แล้วพาลเกลียดเธอไปเลย กลัวว่าแม่ใหม่ก็จะพลอยเกลียดเธอไปด้วย และจะไม่ดีกับเธอเหมือนช่วงหลายวันที่ผ่านมา
"อย่าร้องไห้เลยนะ พ่อของหนูไม่โกรธหนูหรอก คนดี"
เจียงหลีก้าวเข้ามาหา ตั้งใจจะก้มลงไปอุ้มเด็กหญิงขึ้นมาปลอบ แต่กลับถูกมือเล็กๆ ผลักออกอย่างแรง "ไปให้พ้นเลย หนูไม่ต้องการให้คุณมายุ่ง!"
เพราะไม่ทันตั้งตัว ประกอบกับร่างกายที่อ่อนแออยู่เป็นทุนเดิม เจียงหลีจึงเสียหลักล้มลงไปนั่งกับพื้น
"แม่ครับ!"
ลั่วหมิงหานรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ แล้วปรี่เข้าไปจะพยุงเจียงหลี
ลั่วหมิงรุ่ยเองก็ตกใจจนหน้าซีด เขารีบลุกขึ้นเพื่อจะเข้าไปช่วยอีกแรง แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว เจียงหลีก็ลุกขึ้นยืนได้เองแล้ว เธอบีบแก้มของลั่วหมิงหานเบาๆ พร้อมกับบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "แม่ไม่เป็นไร"
[จบบท]