ในแวดวงชนชั้นสูงของเหล่าตระกูลมหาเศรษฐี มีคำพูดเล่าต่อกันอยู่สองข้อ
หนึ่ง—โจวสือจิงไม่ใช้ของที่คนอื่นเคยใช้ ต่อให้ชอบจนแทบคลั่ง แต่หากสิ่งนั้นถูกคนอื่นแตะต้อง เขาก็จะทำลายมันทิ้งอย่างไม่ลังเล
สอง—หัวใจของเขาเย็นเยียบราวถูกน้ำแข็งผนึก สายตาไม่เคยหยุดอยู่ที่ใคร
ต่อมาเวินซวี่เสวี่ยจึงพบว่า คำพูดทั้งสองข้อนั้นผิดมหันต์
เพราะเขายอมยกเว้นให้เธอ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ตอนพบโจวสือจิงครั้งแรก เวินซวี่เสวี่ยมีอายุสิบขวบ เขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าเย็นชา ดูราวกับพญายมที่ยังมีชีวิต คำว่า “พี่ชาย” ยังไม่ทันหลุดจากปาก เธอก็ร้องไห้โฮแล้ววิ่งหนีไป
ตอนพบเขาครั้งที่สอง เธออายุสิบห้าและกำลังอยู่ในวัยแตกเนื้อสาว จู่ ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่า พี่ชายคนนี้หล่อเหลือเกิน
ตอนพบเขาครั้งที่สาม เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เวินซวี่เสวี่ยรวบรวมความกล้าเรียกเขา
โจวสือจิงหยุดฝีเท้าและหันกลับมา
หญิงสาวยืนยิ้มอยู่ไม่ไกล ก่อนถามว่า
“นอนกับฉันไหม?”
เขาตอบว่า “ได้”
นั่นเป็นครั้งแรก
ต่อมาเวินซวี่เสวี่ยเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ มีแฟนหนุ่มคนใหม่ และพาเขากลับประเทศมาด้วย
คนทั้งสองยืนเคียงข้างกัน ต่างก็อยู่ในวัยหนุ่มสาว ฝ่ายชายเก่ง ฝ่ายหญิงงาม เหมาะสมกันราวกับสวรรค์สร้าง
โจวสือจิงมองพวกเขาด้วยแววตานิ่งลึก ไร้ระลอกอารมณ์แม้แต่น้อย
คืนก่อนวันหมั้นของเวินซวี่เสวี่ย กรุงปักกิ่งมีหิมะตกหนักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
บริเวณถนนอิ๋งปิน ชายหนุ่มจับแขนหญิงสาวไว้ ก้มตาลงแล้วเอ่ยว่า
“ถ้าอย่างนั้น ให้ฉันเป็นชู้รักของเธอดีไหม?”
นั่นเป็นครั้งที่สอง
* พระเอกอายุมากกว่านางเอก ทั้งคู่รักเดียวและมีความสัมพันธ์กันเพียงคนเดียว
* พระเอกและนางเอกไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด